วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

Big Yellow Taxi -อย่ารอให้สูญเสียมันไป แล้วจึงคิดได้

[caption id="attachment_387" align="alignnone" width="550" caption="Yellow Cab Co. makes a stop in Oakland"][/caption]

ธรรมชาตินั้นเป็นจุดกำเนิดของทุกสิ่ง ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ป่า หรือทะเล ล้วนเกิดมาจากธรรมชาติทั้งนั้น ดังนั้นเวลาที่เราได้อยู่กับธรรมชาติ โดยที่ไม่มีความเจริญทางวัตถุเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายอย่างช่วยไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทางเลือกของการพักผ่อนของเรา จึงต้องมีจุดหมายปลายทางอย่าง ภูเขา ทะเล น้ำตก หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นวิถีชีวิตเก่าๆ ของชุมชน ซึ่งการไปเที่ยวผับ บาร์ หรือห้างสรรพสินค้าในเมือง ไม่อาจทำให้เราพบกับผ่อนคลายเต็มอิ่มได้มากเท่าที่ธรรมชาติมอบให้เรา

ดังเช่น เพลง Big Yellow Taxi ของ Joni Mitchell ศิลปินระดับตำนานที่ถ่ายทอดความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอไปเยือนเกาะฮาวายเป็นครั้งแรก “ฉันนั่ง Taxi ไปโรงแรม และเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น รูดม่านออก มองไปไกลๆ ก็พบกับเทือกเขาเขียวขจีสวยงามมาก แต่เมื่อฉันมองลงมาด้านล่างกลับเจอลานจอดรถที่ใหญ่มากไกลสุดสายตา นั่นแทบทำให้หัวใจฉันแตกสลาย มันทำลายสวรรค์ที่สวยงามจนหมดสิ้น เวลานั้นฉันนั่งลงเขียนเพลงนี้ขึ้นมา” เธอเปิดเผยที่มาของเพลงไว้ในบทความของ Alan McDougall ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 70

[caption id="attachment_389" align="alignleft" width="150" caption="Joni Mitchell Live"][/caption]

นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่เพลง Big Yellow Taxi ได้เป็นแทนของแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเสียดสีการกระทำที่น่าขันของมนุษย์เรา เช่นในประโยค They took all the trees / Put 'em in a tree museum / And they charged the people / A dollar and a half just to see 'emก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของเกาะฮาวาย มี พิพิธภัณฑ์ป่าไม้ชื่อ Foster Botanical Garden และเก็บเงินค่าเข้า 1 - 5 ดอลลาร์ เหมือนกับพยากรณ์ว่า ต่อไปต้นไม้จะค่อยๆ หมดไป จนเหลือแค่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น หรือท่อน Hey farmer farmer / Put away that DDT * now / Give me spots on my apples / But leave me the birds and the bees / Please! ที่เรียกร้องให้ชาวสวนทั้งหลายเลิกใช้ DDT แล้วปล่อยให้แอปเปิลเป็นรูบ้าง คือไม่ต้องกังวลเรื่องนกและผึ้งที่จะมาทำลายผลผลิตของชาวสวนมากเกินไป
แม้ว่าแนวคิดแรกของเพลงมาจากการที่อยากจะสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่การจะพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบตรงๆ ก็ดูจะไม่มีศิลปะเท่าใดนัก การเลือกที่จะเปรียบเทียบกับความรัก และการสูญเสียคนรัก จึงเป็นแนวคิดที่ฉลาดมากๆ เนื้อเพลงตรง Late last night / I heard the screen door slam / And a big yellow taxi / Took away my old man จึงบอกกล่าวเรื่องราวของคนรักคนเก่าที่ได้ขึ้นรถแท็กซี่สีเหลืองคันใหญ่จากไปเมื่อกลางดึก

[caption id="attachment_393" align="alignright" width="150" caption="Foster Botanical Garden (general_view) - Honolulu, HI"][/caption]

ถ้าจะให้เปรียบเทียบเพลงนี้กับหนัง มันน่าจะออกแนว Romantic Comedy มากกว่า Drama เพราะมีท่อนหยิกกัดให้เจ็บๆ คันๆ แบบพอประมาณ ซึ่งก็เข้ากับดนตรีของเพลงนี้ที่ออกแนวสนุกๆ มีท่อนฮุคที่ติดปากได้ง่ายมากๆ สนุกขนาดที่ว่า Mitchell เองได้บันทึกเสียงหัวเราะขณะร้องเพลงลงไปด้วย

Big Yellow Taxi เวอร์ชันแรก บรรจุอยู่ในอัลบั้มLadies of the Canyon (1970) และได้ตัดเป็น Single แรกของ Joni Mitchell โดยเข้า Billboard Hot 100 สูงสุดอันดับที่ 67 ในขณะที่ฝั่งอังกฤษ เพลงนี้ได้ขึ้นถึงอันดับ 11 ต่อมาเธอออกเวอร์ชันบันทึกการแสดงสดในปี 1975 ก็ได้รับการตอบรับมากขึ้นไปอีก ไปไกลถึงอันดับที่ 24

จนถึงทุกวันนี้ Big Yellow Taxi ถูกนำมาทำใหม่จากศิลปินต่างๆ มากถึง 255 ศิลปิน ซึ่งเวอร์ชันที่มีชื่อเสียงก็คงจะหนีไม่พ้นของ Amy Grant ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1994 อยู่ในอัลบั้ม House of Love ที่มีการเปลี่ยนเนื้อเพลงบางช่วงตามที่ Mitchell ได้ขอเอาไว้ โดยสามารถขึ้น Billboard Hot 100 ที่อันดับ 67 และ Billboard Hot Adult Contemporary Tracks ในอันดับที่ 18

แต่เชื่อว่าในช่วงไม่กี่ปีนี้หลายคนคงจะรู้จักเพลงนี้จากเวอร์ชันปี 2003 ของ Counting Crows ที่มี Vanessa Carlton มาร้อง Back-up ให้ เพลงนี้บรรจุอยู่ใน Soundtrack หนังเรื่อง Two Weeks Notice และได้กลายเป็นเพลงฮิตอีกครั้ง สามารถเข้าสู่อันดับ 42 ของ Billboard Hot 100 และ อันดับ 5 ของ Billboard Adult Top 40
Big Yellow Taxi
by Joni Mitchell

They paved paradise
And put up a parking lot
With a pink hotel *, a boutique
And a swinging hot spot

Don't it always seem to go
That you don't know what you've got
Till it's gone
They paved paradise
And put up a parking lot

They took all the trees
Put 'em in a tree museum *
And they charged the people
A dollar and a half just to see 'em

Don't it always seem to go
That you don't know what you've got
Till it's gone
They paved paradise
And put up a parking lot

Hey farmer farmer
Put away that DDT * now
Give me spots on my apples
But leave me the birds and the bees
Please!

Don't it always seem to go
That you don't know what you've got
Till it's gone
They paved paradise
And put up a parking lot

Late last night
I heard the screen door slam
And a big yellow taxi
Took away my old man

Don't it always seem to go
That you don't know what you've got
Till it's gone
They paved paradise
And put up a parking lot

They paved paradise
And put up a parking lot

© Siquomb Publishing Company



ถ้าเราฟังเพลงนี้ผ่านๆ หรือดู Music Video ของ Counting Crows เพลงนี้อาจเป็นแค่เพลงรักที่ฟังสบายๆ เพราะมีท่อน Chorus ที่ติดหูมาก โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “They paved paradise and put up a parking lot” เราอาจจะไม่ได้สนใจความหมายของเพลงนี้ด้วยซ้ำว่าทำไมมันต้องปูพื้นสวรรค์โดยการผุดลานจอดรถขึ้นมา แต่ถ้าลองดูเนื้อเพลงให้ละเอียด เราก็จะเห็นถึงความตั้งใจของ Joni Mitchell ที่ต้องการใช้เพลงนี้สื่อสารให้คนฟังนึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ในภาวะที่ความเจริญในรูปแบบของคอนกรีตและปูนกำลังคืบคลานเข้าไปทำลายความสวยงามของธรรมชาติจนหมดสิ้น













ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น