วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

สนับสนุนวง/ศิลปินที่คุณรักให้ไปถึงฝัน

เมื่อวันก่อนเราพูดถึง My Major Company ไปแล้ว ที่เป็นเหมือนค่ายเพลงอิสระที่มีรูปแบบจริงจังมาก ในการปั้นศิลปินเพลง ประมาณว่า ถ้าศิลปินมีแฟนๆ ยอมลงทุนให้ถึง 1 แสนปอนด์ เขาจะพยายามทำให้ศิลปินดังให้ได้ ต้องขายได้ในระดับ Gold กันเลยทีเดียว

แต่ก็มีอีกแนวคิดหนึ่ง คือ Sell A Band ที่ให้อิสระกับศิลปินมากกว่า เป็นเหมือนชุมชน คนรักเพลง ที่มีความเชื่อในศิลปิน ถ้าเราได้สมัครสมาชิกเว็บ เราจะถูกเรียกว่า Believer (ผู้เชื่อ) ราวกับจะตั้งคำถามกับเราว่า เราเชื่อไหมว่าวงนี้จะดัง ถ้าเราเชื่อ ก็จงควักกระเป๋าตังค์ของเราออกมาให้เขาไป 10 ยูโร โดยพลัน (จริงๆ แล้ว จำนวนที่จะให้ แต่ละศิลปิน แต่ละโปรเจค จะไม่เท่ากัน เพราะว่า แต่ละศิลปิน จะมีเป้าหมายในการระดมทุนแตกต่างกันไป



    ตัวอย่างของเป้าหมายการระดมทุนของศิลปิน

    • หาเงินบันทึกเสียง และ Mix เสียง อัลบั้ม

    • หาเงินการทำแผ่น Master สำหรับอัลบั้ม

    • หาเงินถ่ายมิวสิควิดีโอ

    • หาเงินจ้างช่างภาคเพื่อถ่ายภาพสำหรับอัลบั้ม รวมถึงจ้างคนทำอาร์ตเวิร์ค

    • หาเงินจัดทัวร์คอนเสิร์ต


    หรือลองดูวิดีโอตัวนี้ น่าจะเห็นภาพมากขึ้น



    แล้วถ้าเกิดเราจ่ายไปแล้ว เราจะได้อะไรกลับคืนมา

    สิ่งเราจะได้รับ มันถูกเขียนใน Proposal ของศิลปินแล้ว ซึ่งสิ่งที่ให้ก็จะไม่เหมือนกันในแต่ละศิลปิน เช่น

    • ฟรีดาวน์โหลดอัลบั้ม

    • ให้แผ่นซีดีเวอร์ชั้นพิเศษ พวก Limited Editon สำหรับแฟนเท่านั้น

    • แจกเสื้อยืด หมวก สติ๊กเกอร์

    • ให้ Backstage Passes คือสามารถเข้าไปอยู่หลังเวทีได้ คือ ใกล้ชิดกับศิลปินมากที่สุด นั้นหมายถึงว่า เวลาวงเตรียมตัวขึ้นเล่นคอนเสิร์ต เราจะได้อยู่ร่วมทุกเหตุการณ์เลย

    • ให้รายได้ส่วนแบ่งจากยอดขายซีดี หรือคอนเสิร์ต เหมือนเป็นหุ้นส่วนเลย


    รายละเอียดย่อๆ ว่า ถ้าเราสนใจอยากสนับสนุนศิลปินต่างๆ เราจะทำอย่างไร

    1. ค้นหาดนตรี เพลงที่เราชื่นชอบ ในเว็บจะมีชาร์ตเพลงว่า มีเพลงอะไรฮิต ศิลปินไหนกำลังฮอต เลือกหาศิลปินตามแนวเพลง

    2. สนับสนุนศิลปินที่เราชอบ เราสามารถซื้อหุ้นของโปรเจคได้ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ยูโร (ประมาณ 500 บาท)

    3. เป็นโปรโมตเตอร์ ให้เงินยังไม่พอ ช่วยโปรโมตด้วย โพสต์ลิงค์ให้หน้า facebook เปลี่ยนหน้า Profile เป็นรูปศิลปิน

    4. เปลี่ยนใจ เราสามารถเปลี่ยนไปสนับสนุนโปรเจคอื่นๆ ได้เสมอ ถ้าการระดมทุนยังไม่ถึงเป้าหมาย (เหมือนกับ My Major Company)

    5. ศิลปินไปถึงเป้าหมาย เมื่อประตูปิด มีไม่ใครเข้ามาเป็น ผู้เชื่อ เพิ่มได้อีก ขณะที่เราก็ไม่สามารถถอนเงินออกได้แล้ว

    6. ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ ศิลปินเริ่มใช้เงินที่ได้มาในการทำให้โครงการสำเร็จ ที่เราก็รอว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะดังหรือจะดับ :P

    7. ได้รับรางวัล อาจจะได้ดาวน์โหลดเพลงฟรีก่อนใคร หรือได้รับสินค้าต่างๆ ที่ศิลปินเสนอให้ เช่น ซีดีแบบพิเศษ เสื้อคอกลม กินข้าวกับศิลปิน และอื่นๆ บางศิลปินถึงกับให้ส่วนแบ่งรายได้


    ถ้าให้เปรียบเทียบ My Major Company กับ Sell A Band ว่ามีอะไรแตกต่างกัน คงมีคร่าวๆ ดังนี้

    1. My Major Company จะให้ความมั่นใจในเรื่องการลงทุนมากกว่า Sell A Band คือ เขาเป็นค่ายเพลงจริงๆ ที่มีการจัดการมืออาชีพ ในขณะที่ Sell A Band ให้ทำกันเอง

    2. Sell A Band มีศิลปินให้ค้นหามากกว่า ขณะที่ My Major Company เหมือนจะคัดกรองศิลปินมาแล้วระดับหนึ่ง ไม่ค่อยเปิดกว้างเท่าใดนัก

    3. Sell A Band ให้อิสระในการทำงานมากกว่า เพราะไม่ต้องอยู่ในกรอบของค่ายเพลง สามารถคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ คือ ถ้าอยากลองทำอะไรแปลกๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาเซ็นเซอร์ห้ามทำ

    4. Sell A Band มีแนวคิดในมุมมองของแฟนเพลงมากกว่า คือ เขาพยายามคิดว่า ถ้าเราเป็นแฟนเพลง เราชอบศิลปินนี้ และอยากสนับสนุน เราจะทำอะไรบ้าง และมองว่า ถ้าศิลปิน มีคนมาสนับสนุน ศิลปินจะให้อะไรบ้าง ในขณะที่ My Major Company เป็นมุมมองของค่ายเพลง ที่คิดว่าจะสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ให้สำเร็จได้อย่างไร ในรูปแบบของค่ายเพลง โดยที่ขอแรงสนับสนุนจากแฟนเพลงด้านการเงิน โดยเสนอรายได้ตอบแทนอย่างชัดเจน


    ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะ ว่าชอบแบบไหน ส่วนผมบอกเลยว่าชอบ Sell A Band มากกว่า เพราะดูไม่เป็นการค้ามากจนเกินไป สำหรับแฟนเพลง แค่ได้ทำอะไรให้ศิลปินเราชอบ แล้วได้อะไรตอบแทนมาบ้างเล็กๆ น้อยๆ มันก็รู้สึกดีมากๆ แล้ว

    วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

    มาเป็นนักลงทุนปั้นศิลปินเพลงกันดีไหม

    ด้วยความตั้งใจว่า วันนี้จะเขียน Blog ให้ได้ หลังจากไม่ได้เขียนมา 1 ปีเต็ม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจะไร้แรงบันดาลใจได้นานขนาดนี้ ไม่กง ไม่เกริ่นมันล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า

    จ่อหัวมาก็ดูไม่ค่อยจะน่าสนใจนัก ลงทุนในศิลปิน? ในค่ายเพลง? ใครๆ ก็รู้ว่าทุกวันนี้ค่ายเพลง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาลง มีทั้งแบบ เคยได้กำไร 100 ล้าน แต่เหลือแค่ 50 ล้าน หรือพวกที่หนักหน่อย ก็ขาดทุนจนต้องปิดบริษัท ให้ยอมให้ค่ายเพลงอื่นมา Take Over ไปก็มี ศิลปินเพลงก็ไม่ได้ขายถึง 1 ล้านเหมือนเมื่อก่อนแล้ว โดยเฉพาะเพลงไทย

    จริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการนี้สักนิดเดียว แค่คนชอบฟังเพลง ที่ชอบซื้อเทปและซีดี หรือดีวีดี เพื่ออุดหนุนศิลปิน และต่อต้านการซื้อเทปผี ซีดีเถื่อนอย่างจริงจัง (คนรอบข้างจะรู้ดี) แต่ผมก็มีความหวังในวงการเพลงนะ อยากให้ศิลปินที่ทำเพลงเป็นอาชีพ สามารถมีรายได้พอเพียง มีความก้าวหน้า ออกอัลบั้ม 1 2 3 4 ได้

    ในระหว่างที่กำลังอ่านบทความเรื่อง Help Your Favorite Band Get Major Gigs by “Liking” & Following Them (บทความแนะนำเว็บไซต์ WHOOZNXT บริการโปรโมตศิลปินหน้าใหม่ที่ไม่เคยได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงมาก่อน ให้ได้มีโอกาสไปออกรายการอย่าง Jimmy Kimmel Live! ถ้ามีแฟนเพลงถึง 250,000 แต่จริงๆ วงที่ได้ไปโชว์ในรายการไปแล้ว คือ ASKING ALEXANDRIA มีแฟนเพลงแค่ 9 หมื่นเท่านั้น แต่เนื่องจากอัตราการเติบโตสูงมาก รายการ Jimmy Kimmel Live! ก็ไม่ปฏิเสธที่วงหน้าใหม่วงนี้)

    [caption id="attachment_515" align="alignnone" width="614" caption="My Major Company"][/caption]

    ตอนท้ายของบทความได้แนะนำเว็บอื่นๆ ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน (ให้ความสำคัญของแฟนเพลง) คือ My Major Company ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ไอเดียดีมากๆ เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้มาโชว์งานเพลง โดยมีเป้าหมายที่การหาเงิน 1 แสนปอนด์ (ประมาณ 5 แสนบาท) โดยนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ตั้งแต่ 1 หุ้นจนถึง 100 หุ้น ต่อ 1 ศิลปิน (1 หุ้น เท่ากับ 10 ปอนด์) โมเดลธุรกิจของ My Major Company ประสบความสำเร็จมากพอสมควร มีวง 10 วงแล้วที่สามารถหาเงินได้ลงทุนได้ถึง 1 แสนปอนด์

    มีคำถามว่า ทำไม ต้องใช้เงินถึง 1 แสนปอนด์?

    เงินจำนวนนี้ My Major Company ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เว็บไซต์ แต่เป็นค่ายเพลง เอาเงินไปใช้ในการทำอัลบั้ม โปรโมชั่น และจัดจำหน่าย ซึ่งการทำอัลบั้มนี้รวมค่าเช่าสตูดิโอบันทึกเสียง จ้างนักดนตรี โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับมิวสิควิดีโอ การถ่ายทำมิวสิควิดีโอ การออกทัวร์ จ่ายค่า PR แม้กระทั่งซื้อโฆษณา เงินจำนวน 1 แสน มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำให้ศิลปินเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อคนรู้จักเยอะ โอกาสที่จะมียอดขายจากซีดี เสื้อยืด หรือคอนเสิร์ตก็จะมีมากขึ้นด้วย และก็จะแปลเปลี่ยนเป็นผลกำไรให้กับนักลงทุน (ดูจริงจังมาก ถ้าสนใจรายละเอียดที่มากขึ้นลองอ่านจาก FAQ ของ www.mymajorcompany.co.uk)

    อ่านมาถึงตรงนี้ ผมก็ลองคิดถามตัวเองว่า ถ้าเราชอบวงสักวงหนึ่งจริงๆ เราจะกล้าลงทุนในศิลปินที่เราชื่นชอบไหม โดยที่เรามีความเสี่ยงเล็กน้อยกับเงินของเราที่อาจจะศูนย์เปล่าไป ถ้าวงที่เราชื่นชอบ ไม่ดังขึ้นมา แต่ถ้าลองไปอ่านรายเอียดการลงทุนจาก My Major Company ต้องยอมรับว่า เขามี Solution ที่ใช้ได้เลย เราสามารถย้ายเงินของเรา ไปลงทุนในศิลปินคนอื่นในค่ายเพลงได้ตลอดเวลา จนกว่าเงินจะครบ 1 แสน ซึ่งลองคิดดูว่า ถ้ามีคนจำนวนมากยอมให้เงินกับศิลปินวงหนึ่งถึง 1 แสนปอนด์ ศิลปินคนนั้น หรือวงนั้น มันต้องมีดีบ้างแหล่ะ มันต้องไม่ธรรมดา มีฝีมือระดับหนึ่งเลย โอกาสจะประสบความสำเร็จมันก็มีสูงเหมือนกัน

    โดยส่วนตัวแล้ว การฟังเดโม 5 เพลงจากศิลปินหน้าใหม่ มันก็เพียงพอแล้วที่จะตัดสินใจจ่ายเงินประมาณ 500 บาทเพื่อศิลปิน (แต่ตอนนี้ยังไม่ได้จ่ายเงินให้ใคร 555) เพราะปกติผมซื้อซีดี ก็ 300-500 บาทอยู่แล้ว การสนับสุนแค่นี้ไม่ได้มากเกินไป ซึ่งถ้าผมเห็นโอกาสมากหน่อย ผมอาจจะยอมจ่ายเงินมากขึ้นก็ได้ และมันก็เป็นความสุขนะ ที่ได้ฟังเพลงใหม่ๆ จากวงอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกดีกว่าการฟังวิทยุไปเรื่อยๆ มันเหมือนกับว่า เราได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่มันเจ๋ง ยิ่งถ้าวงที่เราสนับสนุนดังขึ้นมา มันคงจะน่าภูมิใจไม่น้อยเลย

    สุดท้ายก็อยากรู้เหมือนกันว่า คนอ่านบทความนี้คิดยังไง แตกต่างกับที่ผมคิดไหม