วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

สนับสนุนวง/ศิลปินที่คุณรักให้ไปถึงฝัน

เมื่อวันก่อนเราพูดถึง My Major Company ไปแล้ว ที่เป็นเหมือนค่ายเพลงอิสระที่มีรูปแบบจริงจังมาก ในการปั้นศิลปินเพลง ประมาณว่า ถ้าศิลปินมีแฟนๆ ยอมลงทุนให้ถึง 1 แสนปอนด์ เขาจะพยายามทำให้ศิลปินดังให้ได้ ต้องขายได้ในระดับ Gold กันเลยทีเดียว

แต่ก็มีอีกแนวคิดหนึ่ง คือ Sell A Band ที่ให้อิสระกับศิลปินมากกว่า เป็นเหมือนชุมชน คนรักเพลง ที่มีความเชื่อในศิลปิน ถ้าเราได้สมัครสมาชิกเว็บ เราจะถูกเรียกว่า Believer (ผู้เชื่อ) ราวกับจะตั้งคำถามกับเราว่า เราเชื่อไหมว่าวงนี้จะดัง ถ้าเราเชื่อ ก็จงควักกระเป๋าตังค์ของเราออกมาให้เขาไป 10 ยูโร โดยพลัน (จริงๆ แล้ว จำนวนที่จะให้ แต่ละศิลปิน แต่ละโปรเจค จะไม่เท่ากัน เพราะว่า แต่ละศิลปิน จะมีเป้าหมายในการระดมทุนแตกต่างกันไป



    ตัวอย่างของเป้าหมายการระดมทุนของศิลปิน

    • หาเงินบันทึกเสียง และ Mix เสียง อัลบั้ม

    • หาเงินการทำแผ่น Master สำหรับอัลบั้ม

    • หาเงินถ่ายมิวสิควิดีโอ

    • หาเงินจ้างช่างภาคเพื่อถ่ายภาพสำหรับอัลบั้ม รวมถึงจ้างคนทำอาร์ตเวิร์ค

    • หาเงินจัดทัวร์คอนเสิร์ต


    หรือลองดูวิดีโอตัวนี้ น่าจะเห็นภาพมากขึ้น



    แล้วถ้าเกิดเราจ่ายไปแล้ว เราจะได้อะไรกลับคืนมา

    สิ่งเราจะได้รับ มันถูกเขียนใน Proposal ของศิลปินแล้ว ซึ่งสิ่งที่ให้ก็จะไม่เหมือนกันในแต่ละศิลปิน เช่น

    • ฟรีดาวน์โหลดอัลบั้ม

    • ให้แผ่นซีดีเวอร์ชั้นพิเศษ พวก Limited Editon สำหรับแฟนเท่านั้น

    • แจกเสื้อยืด หมวก สติ๊กเกอร์

    • ให้ Backstage Passes คือสามารถเข้าไปอยู่หลังเวทีได้ คือ ใกล้ชิดกับศิลปินมากที่สุด นั้นหมายถึงว่า เวลาวงเตรียมตัวขึ้นเล่นคอนเสิร์ต เราจะได้อยู่ร่วมทุกเหตุการณ์เลย

    • ให้รายได้ส่วนแบ่งจากยอดขายซีดี หรือคอนเสิร์ต เหมือนเป็นหุ้นส่วนเลย


    รายละเอียดย่อๆ ว่า ถ้าเราสนใจอยากสนับสนุนศิลปินต่างๆ เราจะทำอย่างไร

    1. ค้นหาดนตรี เพลงที่เราชื่นชอบ ในเว็บจะมีชาร์ตเพลงว่า มีเพลงอะไรฮิต ศิลปินไหนกำลังฮอต เลือกหาศิลปินตามแนวเพลง

    2. สนับสนุนศิลปินที่เราชอบ เราสามารถซื้อหุ้นของโปรเจคได้ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ยูโร (ประมาณ 500 บาท)

    3. เป็นโปรโมตเตอร์ ให้เงินยังไม่พอ ช่วยโปรโมตด้วย โพสต์ลิงค์ให้หน้า facebook เปลี่ยนหน้า Profile เป็นรูปศิลปิน

    4. เปลี่ยนใจ เราสามารถเปลี่ยนไปสนับสนุนโปรเจคอื่นๆ ได้เสมอ ถ้าการระดมทุนยังไม่ถึงเป้าหมาย (เหมือนกับ My Major Company)

    5. ศิลปินไปถึงเป้าหมาย เมื่อประตูปิด มีไม่ใครเข้ามาเป็น ผู้เชื่อ เพิ่มได้อีก ขณะที่เราก็ไม่สามารถถอนเงินออกได้แล้ว

    6. ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ ศิลปินเริ่มใช้เงินที่ได้มาในการทำให้โครงการสำเร็จ ที่เราก็รอว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะดังหรือจะดับ :P

    7. ได้รับรางวัล อาจจะได้ดาวน์โหลดเพลงฟรีก่อนใคร หรือได้รับสินค้าต่างๆ ที่ศิลปินเสนอให้ เช่น ซีดีแบบพิเศษ เสื้อคอกลม กินข้าวกับศิลปิน และอื่นๆ บางศิลปินถึงกับให้ส่วนแบ่งรายได้


    ถ้าให้เปรียบเทียบ My Major Company กับ Sell A Band ว่ามีอะไรแตกต่างกัน คงมีคร่าวๆ ดังนี้

    1. My Major Company จะให้ความมั่นใจในเรื่องการลงทุนมากกว่า Sell A Band คือ เขาเป็นค่ายเพลงจริงๆ ที่มีการจัดการมืออาชีพ ในขณะที่ Sell A Band ให้ทำกันเอง

    2. Sell A Band มีศิลปินให้ค้นหามากกว่า ขณะที่ My Major Company เหมือนจะคัดกรองศิลปินมาแล้วระดับหนึ่ง ไม่ค่อยเปิดกว้างเท่าใดนัก

    3. Sell A Band ให้อิสระในการทำงานมากกว่า เพราะไม่ต้องอยู่ในกรอบของค่ายเพลง สามารถคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ คือ ถ้าอยากลองทำอะไรแปลกๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาเซ็นเซอร์ห้ามทำ

    4. Sell A Band มีแนวคิดในมุมมองของแฟนเพลงมากกว่า คือ เขาพยายามคิดว่า ถ้าเราเป็นแฟนเพลง เราชอบศิลปินนี้ และอยากสนับสนุน เราจะทำอะไรบ้าง และมองว่า ถ้าศิลปิน มีคนมาสนับสนุน ศิลปินจะให้อะไรบ้าง ในขณะที่ My Major Company เป็นมุมมองของค่ายเพลง ที่คิดว่าจะสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ให้สำเร็จได้อย่างไร ในรูปแบบของค่ายเพลง โดยที่ขอแรงสนับสนุนจากแฟนเพลงด้านการเงิน โดยเสนอรายได้ตอบแทนอย่างชัดเจน


    ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะ ว่าชอบแบบไหน ส่วนผมบอกเลยว่าชอบ Sell A Band มากกว่า เพราะดูไม่เป็นการค้ามากจนเกินไป สำหรับแฟนเพลง แค่ได้ทำอะไรให้ศิลปินเราชอบ แล้วได้อะไรตอบแทนมาบ้างเล็กๆ น้อยๆ มันก็รู้สึกดีมากๆ แล้ว

    วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

    มาเป็นนักลงทุนปั้นศิลปินเพลงกันดีไหม

    ด้วยความตั้งใจว่า วันนี้จะเขียน Blog ให้ได้ หลังจากไม่ได้เขียนมา 1 ปีเต็ม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจะไร้แรงบันดาลใจได้นานขนาดนี้ ไม่กง ไม่เกริ่นมันล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า

    จ่อหัวมาก็ดูไม่ค่อยจะน่าสนใจนัก ลงทุนในศิลปิน? ในค่ายเพลง? ใครๆ ก็รู้ว่าทุกวันนี้ค่ายเพลง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาลง มีทั้งแบบ เคยได้กำไร 100 ล้าน แต่เหลือแค่ 50 ล้าน หรือพวกที่หนักหน่อย ก็ขาดทุนจนต้องปิดบริษัท ให้ยอมให้ค่ายเพลงอื่นมา Take Over ไปก็มี ศิลปินเพลงก็ไม่ได้ขายถึง 1 ล้านเหมือนเมื่อก่อนแล้ว โดยเฉพาะเพลงไทย

    จริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการนี้สักนิดเดียว แค่คนชอบฟังเพลง ที่ชอบซื้อเทปและซีดี หรือดีวีดี เพื่ออุดหนุนศิลปิน และต่อต้านการซื้อเทปผี ซีดีเถื่อนอย่างจริงจัง (คนรอบข้างจะรู้ดี) แต่ผมก็มีความหวังในวงการเพลงนะ อยากให้ศิลปินที่ทำเพลงเป็นอาชีพ สามารถมีรายได้พอเพียง มีความก้าวหน้า ออกอัลบั้ม 1 2 3 4 ได้

    ในระหว่างที่กำลังอ่านบทความเรื่อง Help Your Favorite Band Get Major Gigs by “Liking” & Following Them (บทความแนะนำเว็บไซต์ WHOOZNXT บริการโปรโมตศิลปินหน้าใหม่ที่ไม่เคยได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงมาก่อน ให้ได้มีโอกาสไปออกรายการอย่าง Jimmy Kimmel Live! ถ้ามีแฟนเพลงถึง 250,000 แต่จริงๆ วงที่ได้ไปโชว์ในรายการไปแล้ว คือ ASKING ALEXANDRIA มีแฟนเพลงแค่ 9 หมื่นเท่านั้น แต่เนื่องจากอัตราการเติบโตสูงมาก รายการ Jimmy Kimmel Live! ก็ไม่ปฏิเสธที่วงหน้าใหม่วงนี้)

    [caption id="attachment_515" align="alignnone" width="614" caption="My Major Company"][/caption]

    ตอนท้ายของบทความได้แนะนำเว็บอื่นๆ ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน (ให้ความสำคัญของแฟนเพลง) คือ My Major Company ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ไอเดียดีมากๆ เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้มาโชว์งานเพลง โดยมีเป้าหมายที่การหาเงิน 1 แสนปอนด์ (ประมาณ 5 แสนบาท) โดยนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ตั้งแต่ 1 หุ้นจนถึง 100 หุ้น ต่อ 1 ศิลปิน (1 หุ้น เท่ากับ 10 ปอนด์) โมเดลธุรกิจของ My Major Company ประสบความสำเร็จมากพอสมควร มีวง 10 วงแล้วที่สามารถหาเงินได้ลงทุนได้ถึง 1 แสนปอนด์

    มีคำถามว่า ทำไม ต้องใช้เงินถึง 1 แสนปอนด์?

    เงินจำนวนนี้ My Major Company ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เว็บไซต์ แต่เป็นค่ายเพลง เอาเงินไปใช้ในการทำอัลบั้ม โปรโมชั่น และจัดจำหน่าย ซึ่งการทำอัลบั้มนี้รวมค่าเช่าสตูดิโอบันทึกเสียง จ้างนักดนตรี โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับมิวสิควิดีโอ การถ่ายทำมิวสิควิดีโอ การออกทัวร์ จ่ายค่า PR แม้กระทั่งซื้อโฆษณา เงินจำนวน 1 แสน มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำให้ศิลปินเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อคนรู้จักเยอะ โอกาสที่จะมียอดขายจากซีดี เสื้อยืด หรือคอนเสิร์ตก็จะมีมากขึ้นด้วย และก็จะแปลเปลี่ยนเป็นผลกำไรให้กับนักลงทุน (ดูจริงจังมาก ถ้าสนใจรายละเอียดที่มากขึ้นลองอ่านจาก FAQ ของ www.mymajorcompany.co.uk)

    อ่านมาถึงตรงนี้ ผมก็ลองคิดถามตัวเองว่า ถ้าเราชอบวงสักวงหนึ่งจริงๆ เราจะกล้าลงทุนในศิลปินที่เราชื่นชอบไหม โดยที่เรามีความเสี่ยงเล็กน้อยกับเงินของเราที่อาจจะศูนย์เปล่าไป ถ้าวงที่เราชื่นชอบ ไม่ดังขึ้นมา แต่ถ้าลองไปอ่านรายเอียดการลงทุนจาก My Major Company ต้องยอมรับว่า เขามี Solution ที่ใช้ได้เลย เราสามารถย้ายเงินของเรา ไปลงทุนในศิลปินคนอื่นในค่ายเพลงได้ตลอดเวลา จนกว่าเงินจะครบ 1 แสน ซึ่งลองคิดดูว่า ถ้ามีคนจำนวนมากยอมให้เงินกับศิลปินวงหนึ่งถึง 1 แสนปอนด์ ศิลปินคนนั้น หรือวงนั้น มันต้องมีดีบ้างแหล่ะ มันต้องไม่ธรรมดา มีฝีมือระดับหนึ่งเลย โอกาสจะประสบความสำเร็จมันก็มีสูงเหมือนกัน

    โดยส่วนตัวแล้ว การฟังเดโม 5 เพลงจากศิลปินหน้าใหม่ มันก็เพียงพอแล้วที่จะตัดสินใจจ่ายเงินประมาณ 500 บาทเพื่อศิลปิน (แต่ตอนนี้ยังไม่ได้จ่ายเงินให้ใคร 555) เพราะปกติผมซื้อซีดี ก็ 300-500 บาทอยู่แล้ว การสนับสุนแค่นี้ไม่ได้มากเกินไป ซึ่งถ้าผมเห็นโอกาสมากหน่อย ผมอาจจะยอมจ่ายเงินมากขึ้นก็ได้ และมันก็เป็นความสุขนะ ที่ได้ฟังเพลงใหม่ๆ จากวงอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกดีกว่าการฟังวิทยุไปเรื่อยๆ มันเหมือนกับว่า เราได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่มันเจ๋ง ยิ่งถ้าวงที่เราสนับสนุนดังขึ้นมา มันคงจะน่าภูมิใจไม่น้อยเลย

    สุดท้ายก็อยากรู้เหมือนกันว่า คนอ่านบทความนี้คิดยังไง แตกต่างกับที่ผมคิดไหม

    วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

    BRIDGE Magazine July 2010

    [caption id="attachment_483" align="alignnone" width="500" caption="BRIDGE Magazine"][/caption]

    Client: Bridge Communications Co., Ltd
    Media: Cover & Layout Design, Writing and Edit articles.

    Bridge Magazine is a lifestyle and Christian magazine in Thailand.

    I help Bridge Communications to redesign from a front cover to a back cover and create their new identity. And also wrote some articles. Visit the Bridge Communications.

    Software

    • Photoshop

    • Illustrator

    • Indesign

    วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553

    มีความหวังในคนบ้า เพราะเขาอาจจะไม่บ้าอย่างที่เราคิดก็ได้

    เคยเป็นไหม ที่แบบว่าเห็นใครทำอะไรเหนือความคาดหมายของเรา เราก็ว่า เฮ๊ย มันบ้าแล้ว คิดเล่นๆ ถ้าเราขึ้นรถไฟฟ้า BTS อยู่ดีๆ คนข้างๆ เราลงไปนอนลงกับพื้นเลย เราคงคิดว่าเขาบ้าแน่นอน  แต่ถ้ามีอีกคนนั่งกินที่คนอื่น เอากระเป๋าวาง ไม่ให้คนอื่นมานั่ง ขณะที่คนแน่นรถไฟฟ้า เราคงด่าว่า พวกนี้ไม่มีมารยาท เห็นแก่ตัว

    การที่เราไปว่าเขาว่าบ้าได้อย่างสะดวกใจ ไม่เคอะเขิน ก็เพราะ เราไม่รู้จักเขานั่นเอง คือใครก็ไม่รู้ ด่าได้เต็มที่ เขาไม่รู้จักเรา ไม่มีผลกระทบต่อเรา  ถ้าคนที่ทำเป็นเพื่อนสนิทเราล่ะ แรกๆ คงตกใจ เฮ๊ย เพื่อนสนิทเรา ทำไมทำแบบนั้น คงพยายามเข้าใจ และพูดกันดีๆ เตือนแบบรักษาน้ำใจสุดๆ คงไม่ไปด่าเขาแบบเสียๆ หายๆ เพราะเรารู้จัก ธรรมชาติของคนๆ นั้น

    ทำไมเราถึงปฏิบัติตัวแบบสอง สาม มาตรฐานแบบนั้นล่ะ เพราะเราสนิทกับใคร เราก็มีความผูกพันกับคนนั้น เป็นความชอบ ความรัก ในฐานะ เพื่อน แฟน หรืออะไรก็แล้วแต่ โอกาสที่เราจะไปด่าคนที่เรารักว่า บ้า มันก็น้อยกว่า การไปด่าคนที่เราไม่รู้จัก

    ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ ในเมื่อเราไม่รู้จักคนนั้นๆ เราสามารถด่าเขาได้หรอว่าบ้า? จริงๆ มันไม่ควรทำนะ (แต่มันยากนะ ผมก็ทำอยู่เรื่อยๆ เวลาไม่พอใจใคร) เพราะว่า เราไม่รู้จักเขาไง ถ้าเรารู้จักเขา เราอาจจะไม่ว่า ไม่ด่าเขา รุนแรงแบบนี้ก็ได้ เราคงพยายามเข้าใจเขามากกว่า

    [caption id="attachment_409" align="alignnone" width="495" caption="One Flew Over the Cuckoo's Nest "][/caption]

    เมื่อได้ดูหนังเรื่อง One Flew Over the Cuckoo's Nest เรื่องนี้มันผุดเข้ามาในสมองผม ทำให้ผมคิดทบทวนอยู่นานทีเดียว หนังเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์ 5 สาขาใหญ่ ทั้ง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (แจ๊ค นิโคลสัน) นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม  เนื้อเรื่องก็คือโรงพยาบาลบ้าแห่งหนึ่ง ได้รับเอา แมคเมอร์ฟี่ (แจ๊ค นิโคลสัน) ชายหนุ่มที่ถูกจับข้อหาพรากผู้เยาว์ แต่แกล้งทำเป็นบ้า เพื่อจะไม่ต้องเข้าคุก ด้วยการที่เป็นคนชอบแหกกฎ เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับนางพยาบาลแรทแชท ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี๊ยบ เธอเป็นคนที่มีหลักเกณฑ์ แบบแผน ทุกอย่างต้องเป๊ะๆ ตรงเวลา ไม่มีการผ่อนปรน

    ครั้งหนึ่ง แมคเมอร์ฟี่ พยายามจะขอดูเบสบอลรายการ เวิร์ล ซีรีย์ ก็เหมือนฟุตบอลโลก ที่แฟนๆ จะไม่พลาดการถ่ายทอดสด แต่แรทแชท บอกว่าต้องขอโหวตจากคนในกลุ่มว่า เห็นด้วยไหม ปรากฎว่า ในกลุ่มได้เสียงชนะแล้ว แต่แรทแชทกลับบอกว่า ไม่ได้นะ ต้องเสียงเกินครึ่ง จากคนทั้งหมดในห้องเลย ทำให้ แมคเมอร์พี่ ต้องเดินไปรอบห้องขอเสียงโหวต สุดท้ายก็ได้คนครบ แต่แรทแชทบอกว่า หมดเวลาโหวต มันชัดเจนเลยว่า แรทแชท จะไม่ยอมเปลี่ยนกฎที่ตั้งไว้ ต่อให้พยายามยังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยน

    ต่อมา แมคเมอร์ฟี่ ก็ก่อเรื่องอีก พาเพื่อนๆ หนีออกจากโรงพยาบาล ไปแล่นเรือ ซึ่งก็สร้างความสนุกสนานให้กับเพื่อนๆ เป็นอย่างมาก ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ ว่า พอเป็นคนบ้าแล้ว เขาแทบไม่มีอะไรสนุกๆ ทำเลย ทำแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำไป ซ้ำมา คิดง่ายๆ ว่า มันจะรักษาอาการบ้าได้ยังไง สุดท้าย ทุกคนโดนจับกลับมาโรงพยาบาล หมอต่างๆ ก็วินิจฉัย แล้วว่า แมคเมอร์ฟี่ ไม่ได้มีอาการวิกลจริต เขาแค่คนที่ชอบทำอะไรบ้าๆ แค่นั้นเอง แต่แรทแชทกลับแย้งความเห็นของทุกคน ขอตัวแมคเมอร์พี่ไว้ โดยบอกว่าจะรักษาเขาเอง แมคเมอร์ฟี่เองก็ดูเหมือนจะรู้ตัวว่า เขาคงไม่ได้ออกไปแน่ จึงพยายามหนี เขาวางแผนโดยการพาเพื่อนสาว มามอมเหล้า ผู้คุม แต่สุดท้าย เขากลับเมา จนไม่ได้ออกไป ซึ่งทำให้ เพื่อนของเขาคนหนึ่ง ที่มีอาการชอบทำร้ายตัวเองอยู่แล้ว โดนลงโทษอย่างหนัก แต่จุดแตกหักอยู่ที่ เพื่อนคนนั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย ทำให้แมคเมอร์ฟี่ สติแตก เขาคิดว่าเป็นความผิดของแรทแชท จึงพยายามฆ่าแรทแชท แต่ไม่สำเร็จ เขาโดนลงโทษอย่างหนัก เอาไฟฟ้าช๊อตสมอง จนเสียสติ ไม่เหลือสภาพ กลายเป็นคนบ้าโดยสมบูรณ์แบบ

    สุดท้ายหนังเรื่องก็จบแบบโศกนาฎกรรมที่สะเทือนใจผมมาก บางทีเราก็เหมือนนางพยาบาลแรทแชท ที่อยู่กับคนบ้า ที่เธอไม่ได้รู้จัก เธออาจจะผูกพันกับคนไข้ก็ได้ แต่เธอไม่ได้มองคนไข้ของเธออย่างเข้าใจ เธอมองแต่ว่า คนไข้ที่วิกลจริต ก็ต้องถูกรักษา ตามแบบแผนของโรงพยายาบาล ซึ่งบางครั้ง มันก็อาจจะไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด จากมุมมองของหนัง เราเห็นเลยว่า ทุกคนในโรงพยาบาล มองคนบ้า ว่าเป็นคนบ้าที่ไม่มีความหวัง หนักกว่านั้นก็คือ มองเขาว่าไม่ได้เป็นคนเหมือนกับเรา

    คือ ถ้าเมื่อใดก็ตาม เรามองคนอื่นว่า ไม่ได้เป็นคนเหมือนกับเรา ไม่ดีเหมือนเรา เป็นคนป่วยที่ไม่มีทางรักษาแล้ว เราจะปฏิบัติตัวกับเขาอีกแบบหนึ่ง เราไม่แคร์เขา ไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร และถ้าคนเหล่านั้นมาทำให้เราเดือดร้อนเข้า เราอาจจะพูดว่า ไปตายซะก็ดี หรือ เมื่อไหร่จะตายซะที

    ในฐานะที่ผมเป็นคริสเตียน ผมว่า ยังไงก็แล้วแต่ เราไม่ควรจะไปถึงจุดนั้น เพราะพระเจ้าสร้างทุกคนให้เกิดมาโดยมีวัตถุประสงค์ เป็นคนเหมือนกัน เท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์  ต่อให้ใครมาทำบ้ากับเราขนาดไหน ผมว่า เขาก็ยังมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลง ทำยังไง เราจะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนไกลตัว ทำยังไงเราจะผูกพันกับเขาได้ แม้คนที่บ้าๆ ที่แหล่ะ บางที ถ้าได้คุยกับเขา เขาอาจจะไม่บ้าอย่างที่คิดก็ได้

    โดยที่เราไม่รู้ตัว บางทีเราอาจจะทำบางอย่างที่คนอื่นคิดว่าเราบ้า บ้างก็ได้ ถ้าเราเป็นแบบนั้น เราอาจจะอยากได้รับความเห็นใจเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเจอคนที่เราคิดว่าบ้า อย่างน้อยที่สุดพยายามเข้าใจเขาบ้าง มีความหวังในตัวเขา ที่สำคัญ อธิษฐานเผื่อคนบ้านี่แหล่ะ บางทีเราก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้

    วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

    Big Yellow Taxi -อย่ารอให้สูญเสียมันไป แล้วจึงคิดได้

    [caption id="attachment_387" align="alignnone" width="550" caption="Yellow Cab Co. makes a stop in Oakland"][/caption]

    ธรรมชาตินั้นเป็นจุดกำเนิดของทุกสิ่ง ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ป่า หรือทะเล ล้วนเกิดมาจากธรรมชาติทั้งนั้น ดังนั้นเวลาที่เราได้อยู่กับธรรมชาติ โดยที่ไม่มีความเจริญทางวัตถุเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายอย่างช่วยไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทางเลือกของการพักผ่อนของเรา จึงต้องมีจุดหมายปลายทางอย่าง ภูเขา ทะเล น้ำตก หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นวิถีชีวิตเก่าๆ ของชุมชน ซึ่งการไปเที่ยวผับ บาร์ หรือห้างสรรพสินค้าในเมือง ไม่อาจทำให้เราพบกับผ่อนคลายเต็มอิ่มได้มากเท่าที่ธรรมชาติมอบให้เรา

    ดังเช่น เพลง Big Yellow Taxi ของ Joni Mitchell ศิลปินระดับตำนานที่ถ่ายทอดความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอไปเยือนเกาะฮาวายเป็นครั้งแรก “ฉันนั่ง Taxi ไปโรงแรม และเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น รูดม่านออก มองไปไกลๆ ก็พบกับเทือกเขาเขียวขจีสวยงามมาก แต่เมื่อฉันมองลงมาด้านล่างกลับเจอลานจอดรถที่ใหญ่มากไกลสุดสายตา นั่นแทบทำให้หัวใจฉันแตกสลาย มันทำลายสวรรค์ที่สวยงามจนหมดสิ้น เวลานั้นฉันนั่งลงเขียนเพลงนี้ขึ้นมา” เธอเปิดเผยที่มาของเพลงไว้ในบทความของ Alan McDougall ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 70

    [caption id="attachment_389" align="alignleft" width="150" caption="Joni Mitchell Live"][/caption]

    นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่เพลง Big Yellow Taxi ได้เป็นแทนของแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเสียดสีการกระทำที่น่าขันของมนุษย์เรา เช่นในประโยค They took all the trees / Put 'em in a tree museum / And they charged the people / A dollar and a half just to see 'emก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของเกาะฮาวาย มี พิพิธภัณฑ์ป่าไม้ชื่อ Foster Botanical Garden และเก็บเงินค่าเข้า 1 - 5 ดอลลาร์ เหมือนกับพยากรณ์ว่า ต่อไปต้นไม้จะค่อยๆ หมดไป จนเหลือแค่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น หรือท่อน Hey farmer farmer / Put away that DDT * now / Give me spots on my apples / But leave me the birds and the bees / Please! ที่เรียกร้องให้ชาวสวนทั้งหลายเลิกใช้ DDT แล้วปล่อยให้แอปเปิลเป็นรูบ้าง คือไม่ต้องกังวลเรื่องนกและผึ้งที่จะมาทำลายผลผลิตของชาวสวนมากเกินไป
    แม้ว่าแนวคิดแรกของเพลงมาจากการที่อยากจะสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่การจะพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบตรงๆ ก็ดูจะไม่มีศิลปะเท่าใดนัก การเลือกที่จะเปรียบเทียบกับความรัก และการสูญเสียคนรัก จึงเป็นแนวคิดที่ฉลาดมากๆ เนื้อเพลงตรง Late last night / I heard the screen door slam / And a big yellow taxi / Took away my old man จึงบอกกล่าวเรื่องราวของคนรักคนเก่าที่ได้ขึ้นรถแท็กซี่สีเหลืองคันใหญ่จากไปเมื่อกลางดึก

    [caption id="attachment_393" align="alignright" width="150" caption="Foster Botanical Garden (general_view) - Honolulu, HI"][/caption]

    ถ้าจะให้เปรียบเทียบเพลงนี้กับหนัง มันน่าจะออกแนว Romantic Comedy มากกว่า Drama เพราะมีท่อนหยิกกัดให้เจ็บๆ คันๆ แบบพอประมาณ ซึ่งก็เข้ากับดนตรีของเพลงนี้ที่ออกแนวสนุกๆ มีท่อนฮุคที่ติดปากได้ง่ายมากๆ สนุกขนาดที่ว่า Mitchell เองได้บันทึกเสียงหัวเราะขณะร้องเพลงลงไปด้วย

    Big Yellow Taxi เวอร์ชันแรก บรรจุอยู่ในอัลบั้มLadies of the Canyon (1970) และได้ตัดเป็น Single แรกของ Joni Mitchell โดยเข้า Billboard Hot 100 สูงสุดอันดับที่ 67 ในขณะที่ฝั่งอังกฤษ เพลงนี้ได้ขึ้นถึงอันดับ 11 ต่อมาเธอออกเวอร์ชันบันทึกการแสดงสดในปี 1975 ก็ได้รับการตอบรับมากขึ้นไปอีก ไปไกลถึงอันดับที่ 24

    จนถึงทุกวันนี้ Big Yellow Taxi ถูกนำมาทำใหม่จากศิลปินต่างๆ มากถึง 255 ศิลปิน ซึ่งเวอร์ชันที่มีชื่อเสียงก็คงจะหนีไม่พ้นของ Amy Grant ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1994 อยู่ในอัลบั้ม House of Love ที่มีการเปลี่ยนเนื้อเพลงบางช่วงตามที่ Mitchell ได้ขอเอาไว้ โดยสามารถขึ้น Billboard Hot 100 ที่อันดับ 67 และ Billboard Hot Adult Contemporary Tracks ในอันดับที่ 18

    แต่เชื่อว่าในช่วงไม่กี่ปีนี้หลายคนคงจะรู้จักเพลงนี้จากเวอร์ชันปี 2003 ของ Counting Crows ที่มี Vanessa Carlton มาร้อง Back-up ให้ เพลงนี้บรรจุอยู่ใน Soundtrack หนังเรื่อง Two Weeks Notice และได้กลายเป็นเพลงฮิตอีกครั้ง สามารถเข้าสู่อันดับ 42 ของ Billboard Hot 100 และ อันดับ 5 ของ Billboard Adult Top 40
    Big Yellow Taxi
    by Joni Mitchell

    They paved paradise
    And put up a parking lot
    With a pink hotel *, a boutique
    And a swinging hot spot

    Don't it always seem to go
    That you don't know what you've got
    Till it's gone
    They paved paradise
    And put up a parking lot

    They took all the trees
    Put 'em in a tree museum *
    And they charged the people
    A dollar and a half just to see 'em

    Don't it always seem to go
    That you don't know what you've got
    Till it's gone
    They paved paradise
    And put up a parking lot

    Hey farmer farmer
    Put away that DDT * now
    Give me spots on my apples
    But leave me the birds and the bees
    Please!

    Don't it always seem to go
    That you don't know what you've got
    Till it's gone
    They paved paradise
    And put up a parking lot

    Late last night
    I heard the screen door slam
    And a big yellow taxi
    Took away my old man

    Don't it always seem to go
    That you don't know what you've got
    Till it's gone
    They paved paradise
    And put up a parking lot

    They paved paradise
    And put up a parking lot

    © Siquomb Publishing Company



    ถ้าเราฟังเพลงนี้ผ่านๆ หรือดู Music Video ของ Counting Crows เพลงนี้อาจเป็นแค่เพลงรักที่ฟังสบายๆ เพราะมีท่อน Chorus ที่ติดหูมาก โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “They paved paradise and put up a parking lot” เราอาจจะไม่ได้สนใจความหมายของเพลงนี้ด้วยซ้ำว่าทำไมมันต้องปูพื้นสวรรค์โดยการผุดลานจอดรถขึ้นมา แต่ถ้าลองดูเนื้อเพลงให้ละเอียด เราก็จะเห็นถึงความตั้งใจของ Joni Mitchell ที่ต้องการใช้เพลงนี้สื่อสารให้คนฟังนึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ในภาวะที่ความเจริญในรูปแบบของคอนกรีตและปูนกำลังคืบคลานเข้าไปทำลายความสวยงามของธรรมชาติจนหมดสิ้น













    วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

    BRIDGE Magazine November 2009

    [caption id="attachment_510" align="alignnone" width="500" caption="BRIDGE Magazine"][/caption]

    Client: Bridge Communications Co., Ltd
    Media: Cover & Layout Design, Writing and Edit articles.

    Bridge Magazine is a lifestyle and Christian magazine in Thailand.

    I help Bridge Communications to redesign from a front cover to a back cover and create their new identity. And also wrote some articles. Visit the Bridge Communications.

    Software

    • Photoshop

    • Illustrator

    • Indesign

    วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

    22,132 เมล์ที่ยังไม่ได้อ่าน เฉพาะ Gmail ยังไม่รวม Hotmail และ Yahoo รวมกันเป็นหมื่น

    เพิ่งรู้ตัวว่ากลายเป็นทาสของเทคโนโลยีไปซะแล้ว

    ไม่ต้องตกใจว่าทำไมผมมี Email ที่ไม่ได้อ่านเยอะขนาดนี้ แต่สามารถดำเนินชีวิตได้แบบไม่สะทกสะท้าน ก็เพราะว่า Email ทั้งหลายมันไม่ได้จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของผมขนาดนั้น ผมแค่ต้องการอัพเดตตัวเองไม่ให้ตกเทรนด์ โดยการเปิดรับข่าวสารทุกทาง โดยเฉลี่ยผมจะได้เมล์จาก Gmail วันละ 20-50 เมล์ ก็แค่ 7,300 – 18,250 อีเมล์ต่อปีเท่านั้น (เฉพาะ Gmail เน้น!) และถ้านับวันที่ผมเปิดอีเมล์ครบในแต่ละวัน ก็คงจะไม่ 30 วันต่อปี ที่เหลืออ่านได้ไม่เกินครึ่ง เมื่อมันสะสมไปเรื่อยๆ ปีละ 5,000 เมล์ 4 ปี ก็ถึง 2 หมื่นแล้ว

    ที่มาของ อีเมล์จำนวนมาก เรียกว่าถ้าเป็นกระดาษ คงเต็มห้องผมแบบไม่ต้องสงสัย ก็คือ

    1. ข่าวจากศิลปินที่ผมไป subscribe เอาไว้ น่าจะประมาณ 100 ศิลปิน ซึ่งมีเกินครึ่งที่ส่งเมล์มาทุกอาทิตย์

    2. Notification จาก Gmail ที่ผมไปเลือก ให้ส่งข่าวตาม Keyword ที่ผมเลือกไว้ 5 อัน ซึ่งอันนี้ส่งบ่อยมาก วันละ 5 – 10 เมล์ ได้

    3. Notification จาก facebook อันนี้แรงสุด ประมาณวัน 10 - 20 เมล์ ใครเม้นท์ ใคร Post ใคร add มันส่งเมล์มาหมด สารภาพว่า เพิ่งเอาเตือนออกเมื่อวานนี้เอง

    4. Subscribe จากเว็บที่เราสนใจ อันนี้มีเยอะมาก ทั้งแมกกาซีน GQ, Esquire, Spa, Marta Stewart (เว็บมันสวย แต่ไม่ได้อ่านเลย) เว็บข่าว และอีกมากมาย เรียกว่าเจออะไรใหม่ๆ ก็ไป Subscribe เรื่อยๆ เพิ่งตัดสินใจเมื่อวานว่าจะไปเอาออกให้หมด

    5. เมล์เรื่องงาน เมล์เพื่อนๆ จริงๆ น้อยมาก ถ้าเทียบกับ 4 ข้อข้างบน


    เมื่อก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาอะไร จนกระทั้งได้อ่านหนังสือ The 4-Hour Workweek ของ Timothy Ferriss ที่เพิ่งซื้อเมื่อปลายปีที่แล้ว และเริ่มอ่านมาได้ 1 อาทิตย์ แล้ว ทีแรกก็อยากรู้ว่าทำงานยังไง แค่ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่มีเงินใช้ แถมได้ท่องเที่ยวเรื่อยๆ ไปๆ มาๆ เลยเจอแนวคิดที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตผมเลยก็ได้ คืออ่านได้ประมาณ 90 หน้า ก็เจอคำแนะนำให้ปิดรับข่าวสารทุกอย่าง เช็คเมล์ 2 ครั้งต่อวัน ตั้งข้อความอัตโนมัติในอีเมล์ เพื่อจะบอกทุกคนว่าเรายุ่งมาก เพื่อที่เราจะมุ่งไปที่การทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด

    และวันนี้ก็เป็นวันแรกที่ผมลองทำตามคำแนะนำของ Timothy โดยการเปิดเมล์ 2 ครั้ง ช่วงเที่ยง กับ 4 โมงเย็น ซึ่งผมก็เปิด Twitter และ Facebook ช่วงนั้นไปด้วยเลย แถมเปิด MSN ด้วย ทุกอย่างจะพยายามอยู่ใน 2 ช่วงนั้น เผื่อว่าใครมีอะไรเมล์เรื่องงานมา ถ้าคนมาทักนานๆ ใน IM ก็จะพยายามคุยให้น้อยที่สุด แล้วบอกเขาว่า ไม่มีเวลา ถ้าด่วนก็ให้โทรมา

    ปรากฎว่าวันแรกของการทดลอง ได้ผลมาก ออกแบบเว็บได้ 5 หน้า แถมยัง Tweet และ Post เรื่องงานใน Facebook ได้ด้วย รู้สึกงานที่ทำออกมาเร็วและมีคุณภาพ และได้เนื้อๆ มาก ไม่มีน้ำเลย เวลาทำงานก็เปิดเพลงฟังตลอด ขนาดหัวหน้ายังไม่ยอมให้มารบกวนเลย ไม่รวมถึงแฟนที่ปกติแชตกันตลอด ต้องตัดเลย ผมอาศัยเวลาตอนเช้า ก่อนทำงาน ตอนพักเที่ยง และตอนเลิกงานคุยกับแฟน ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ความรักจืดจางลงแต่อย่างใด

    การทดลองครั้งพบว่า ผมเสียเวลาในแต่ละวันเยอะจริงๆ ทำให้เราไม่มีเวลา และยุ่งกับอะไรก็ไม่รู้ ดีนะที่ยังรู้ตัวตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมเราถึงได้มาบรรลุกันตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ผมกำลังต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพยายามหาเวลาทำบางที่ผมอยากทำมากขึ้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นแบบผมบ้าง จะลองเอาไปทำตามบ้าง ก็ไม่ว่ากันครับ