วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

BRIDGE Magazine July 2010

[caption id="attachment_483" align="alignnone" width="500" caption="BRIDGE Magazine"][/caption]

Client: Bridge Communications Co., Ltd
Media: Cover & Layout Design, Writing and Edit articles.

Bridge Magazine is a lifestyle and Christian magazine in Thailand.

I help Bridge Communications to redesign from a front cover to a back cover and create their new identity. And also wrote some articles. Visit the Bridge Communications.

Software

  • Photoshop

  • Illustrator

  • Indesign

วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553

มีความหวังในคนบ้า เพราะเขาอาจจะไม่บ้าอย่างที่เราคิดก็ได้

เคยเป็นไหม ที่แบบว่าเห็นใครทำอะไรเหนือความคาดหมายของเรา เราก็ว่า เฮ๊ย มันบ้าแล้ว คิดเล่นๆ ถ้าเราขึ้นรถไฟฟ้า BTS อยู่ดีๆ คนข้างๆ เราลงไปนอนลงกับพื้นเลย เราคงคิดว่าเขาบ้าแน่นอน  แต่ถ้ามีอีกคนนั่งกินที่คนอื่น เอากระเป๋าวาง ไม่ให้คนอื่นมานั่ง ขณะที่คนแน่นรถไฟฟ้า เราคงด่าว่า พวกนี้ไม่มีมารยาท เห็นแก่ตัว

การที่เราไปว่าเขาว่าบ้าได้อย่างสะดวกใจ ไม่เคอะเขิน ก็เพราะ เราไม่รู้จักเขานั่นเอง คือใครก็ไม่รู้ ด่าได้เต็มที่ เขาไม่รู้จักเรา ไม่มีผลกระทบต่อเรา  ถ้าคนที่ทำเป็นเพื่อนสนิทเราล่ะ แรกๆ คงตกใจ เฮ๊ย เพื่อนสนิทเรา ทำไมทำแบบนั้น คงพยายามเข้าใจ และพูดกันดีๆ เตือนแบบรักษาน้ำใจสุดๆ คงไม่ไปด่าเขาแบบเสียๆ หายๆ เพราะเรารู้จัก ธรรมชาติของคนๆ นั้น

ทำไมเราถึงปฏิบัติตัวแบบสอง สาม มาตรฐานแบบนั้นล่ะ เพราะเราสนิทกับใคร เราก็มีความผูกพันกับคนนั้น เป็นความชอบ ความรัก ในฐานะ เพื่อน แฟน หรืออะไรก็แล้วแต่ โอกาสที่เราจะไปด่าคนที่เรารักว่า บ้า มันก็น้อยกว่า การไปด่าคนที่เราไม่รู้จัก

ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ ในเมื่อเราไม่รู้จักคนนั้นๆ เราสามารถด่าเขาได้หรอว่าบ้า? จริงๆ มันไม่ควรทำนะ (แต่มันยากนะ ผมก็ทำอยู่เรื่อยๆ เวลาไม่พอใจใคร) เพราะว่า เราไม่รู้จักเขาไง ถ้าเรารู้จักเขา เราอาจจะไม่ว่า ไม่ด่าเขา รุนแรงแบบนี้ก็ได้ เราคงพยายามเข้าใจเขามากกว่า

[caption id="attachment_409" align="alignnone" width="495" caption="One Flew Over the Cuckoo's Nest "][/caption]

เมื่อได้ดูหนังเรื่อง One Flew Over the Cuckoo's Nest เรื่องนี้มันผุดเข้ามาในสมองผม ทำให้ผมคิดทบทวนอยู่นานทีเดียว หนังเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์ 5 สาขาใหญ่ ทั้ง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (แจ๊ค นิโคลสัน) นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม  เนื้อเรื่องก็คือโรงพยาบาลบ้าแห่งหนึ่ง ได้รับเอา แมคเมอร์ฟี่ (แจ๊ค นิโคลสัน) ชายหนุ่มที่ถูกจับข้อหาพรากผู้เยาว์ แต่แกล้งทำเป็นบ้า เพื่อจะไม่ต้องเข้าคุก ด้วยการที่เป็นคนชอบแหกกฎ เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับนางพยาบาลแรทแชท ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี๊ยบ เธอเป็นคนที่มีหลักเกณฑ์ แบบแผน ทุกอย่างต้องเป๊ะๆ ตรงเวลา ไม่มีการผ่อนปรน

ครั้งหนึ่ง แมคเมอร์ฟี่ พยายามจะขอดูเบสบอลรายการ เวิร์ล ซีรีย์ ก็เหมือนฟุตบอลโลก ที่แฟนๆ จะไม่พลาดการถ่ายทอดสด แต่แรทแชท บอกว่าต้องขอโหวตจากคนในกลุ่มว่า เห็นด้วยไหม ปรากฎว่า ในกลุ่มได้เสียงชนะแล้ว แต่แรทแชทกลับบอกว่า ไม่ได้นะ ต้องเสียงเกินครึ่ง จากคนทั้งหมดในห้องเลย ทำให้ แมคเมอร์พี่ ต้องเดินไปรอบห้องขอเสียงโหวต สุดท้ายก็ได้คนครบ แต่แรทแชทบอกว่า หมดเวลาโหวต มันชัดเจนเลยว่า แรทแชท จะไม่ยอมเปลี่ยนกฎที่ตั้งไว้ ต่อให้พยายามยังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยน

ต่อมา แมคเมอร์ฟี่ ก็ก่อเรื่องอีก พาเพื่อนๆ หนีออกจากโรงพยาบาล ไปแล่นเรือ ซึ่งก็สร้างความสนุกสนานให้กับเพื่อนๆ เป็นอย่างมาก ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ ว่า พอเป็นคนบ้าแล้ว เขาแทบไม่มีอะไรสนุกๆ ทำเลย ทำแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำไป ซ้ำมา คิดง่ายๆ ว่า มันจะรักษาอาการบ้าได้ยังไง สุดท้าย ทุกคนโดนจับกลับมาโรงพยาบาล หมอต่างๆ ก็วินิจฉัย แล้วว่า แมคเมอร์ฟี่ ไม่ได้มีอาการวิกลจริต เขาแค่คนที่ชอบทำอะไรบ้าๆ แค่นั้นเอง แต่แรทแชทกลับแย้งความเห็นของทุกคน ขอตัวแมคเมอร์พี่ไว้ โดยบอกว่าจะรักษาเขาเอง แมคเมอร์ฟี่เองก็ดูเหมือนจะรู้ตัวว่า เขาคงไม่ได้ออกไปแน่ จึงพยายามหนี เขาวางแผนโดยการพาเพื่อนสาว มามอมเหล้า ผู้คุม แต่สุดท้าย เขากลับเมา จนไม่ได้ออกไป ซึ่งทำให้ เพื่อนของเขาคนหนึ่ง ที่มีอาการชอบทำร้ายตัวเองอยู่แล้ว โดนลงโทษอย่างหนัก แต่จุดแตกหักอยู่ที่ เพื่อนคนนั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย ทำให้แมคเมอร์ฟี่ สติแตก เขาคิดว่าเป็นความผิดของแรทแชท จึงพยายามฆ่าแรทแชท แต่ไม่สำเร็จ เขาโดนลงโทษอย่างหนัก เอาไฟฟ้าช๊อตสมอง จนเสียสติ ไม่เหลือสภาพ กลายเป็นคนบ้าโดยสมบูรณ์แบบ

สุดท้ายหนังเรื่องก็จบแบบโศกนาฎกรรมที่สะเทือนใจผมมาก บางทีเราก็เหมือนนางพยาบาลแรทแชท ที่อยู่กับคนบ้า ที่เธอไม่ได้รู้จัก เธออาจจะผูกพันกับคนไข้ก็ได้ แต่เธอไม่ได้มองคนไข้ของเธออย่างเข้าใจ เธอมองแต่ว่า คนไข้ที่วิกลจริต ก็ต้องถูกรักษา ตามแบบแผนของโรงพยายาบาล ซึ่งบางครั้ง มันก็อาจจะไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด จากมุมมองของหนัง เราเห็นเลยว่า ทุกคนในโรงพยาบาล มองคนบ้า ว่าเป็นคนบ้าที่ไม่มีความหวัง หนักกว่านั้นก็คือ มองเขาว่าไม่ได้เป็นคนเหมือนกับเรา

คือ ถ้าเมื่อใดก็ตาม เรามองคนอื่นว่า ไม่ได้เป็นคนเหมือนกับเรา ไม่ดีเหมือนเรา เป็นคนป่วยที่ไม่มีทางรักษาแล้ว เราจะปฏิบัติตัวกับเขาอีกแบบหนึ่ง เราไม่แคร์เขา ไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร และถ้าคนเหล่านั้นมาทำให้เราเดือดร้อนเข้า เราอาจจะพูดว่า ไปตายซะก็ดี หรือ เมื่อไหร่จะตายซะที

ในฐานะที่ผมเป็นคริสเตียน ผมว่า ยังไงก็แล้วแต่ เราไม่ควรจะไปถึงจุดนั้น เพราะพระเจ้าสร้างทุกคนให้เกิดมาโดยมีวัตถุประสงค์ เป็นคนเหมือนกัน เท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์  ต่อให้ใครมาทำบ้ากับเราขนาดไหน ผมว่า เขาก็ยังมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลง ทำยังไง เราจะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนไกลตัว ทำยังไงเราจะผูกพันกับเขาได้ แม้คนที่บ้าๆ ที่แหล่ะ บางที ถ้าได้คุยกับเขา เขาอาจจะไม่บ้าอย่างที่คิดก็ได้

โดยที่เราไม่รู้ตัว บางทีเราอาจจะทำบางอย่างที่คนอื่นคิดว่าเราบ้า บ้างก็ได้ ถ้าเราเป็นแบบนั้น เราอาจจะอยากได้รับความเห็นใจเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเจอคนที่เราคิดว่าบ้า อย่างน้อยที่สุดพยายามเข้าใจเขาบ้าง มีความหวังในตัวเขา ที่สำคัญ อธิษฐานเผื่อคนบ้านี่แหล่ะ บางทีเราก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

Big Yellow Taxi -อย่ารอให้สูญเสียมันไป แล้วจึงคิดได้

[caption id="attachment_387" align="alignnone" width="550" caption="Yellow Cab Co. makes a stop in Oakland"][/caption]

ธรรมชาตินั้นเป็นจุดกำเนิดของทุกสิ่ง ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ป่า หรือทะเล ล้วนเกิดมาจากธรรมชาติทั้งนั้น ดังนั้นเวลาที่เราได้อยู่กับธรรมชาติ โดยที่ไม่มีความเจริญทางวัตถุเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายอย่างช่วยไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทางเลือกของการพักผ่อนของเรา จึงต้องมีจุดหมายปลายทางอย่าง ภูเขา ทะเล น้ำตก หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นวิถีชีวิตเก่าๆ ของชุมชน ซึ่งการไปเที่ยวผับ บาร์ หรือห้างสรรพสินค้าในเมือง ไม่อาจทำให้เราพบกับผ่อนคลายเต็มอิ่มได้มากเท่าที่ธรรมชาติมอบให้เรา

ดังเช่น เพลง Big Yellow Taxi ของ Joni Mitchell ศิลปินระดับตำนานที่ถ่ายทอดความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอไปเยือนเกาะฮาวายเป็นครั้งแรก “ฉันนั่ง Taxi ไปโรงแรม และเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น รูดม่านออก มองไปไกลๆ ก็พบกับเทือกเขาเขียวขจีสวยงามมาก แต่เมื่อฉันมองลงมาด้านล่างกลับเจอลานจอดรถที่ใหญ่มากไกลสุดสายตา นั่นแทบทำให้หัวใจฉันแตกสลาย มันทำลายสวรรค์ที่สวยงามจนหมดสิ้น เวลานั้นฉันนั่งลงเขียนเพลงนี้ขึ้นมา” เธอเปิดเผยที่มาของเพลงไว้ในบทความของ Alan McDougall ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 70

[caption id="attachment_389" align="alignleft" width="150" caption="Joni Mitchell Live"][/caption]

นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่เพลง Big Yellow Taxi ได้เป็นแทนของแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเสียดสีการกระทำที่น่าขันของมนุษย์เรา เช่นในประโยค They took all the trees / Put 'em in a tree museum / And they charged the people / A dollar and a half just to see 'emก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของเกาะฮาวาย มี พิพิธภัณฑ์ป่าไม้ชื่อ Foster Botanical Garden และเก็บเงินค่าเข้า 1 - 5 ดอลลาร์ เหมือนกับพยากรณ์ว่า ต่อไปต้นไม้จะค่อยๆ หมดไป จนเหลือแค่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น หรือท่อน Hey farmer farmer / Put away that DDT * now / Give me spots on my apples / But leave me the birds and the bees / Please! ที่เรียกร้องให้ชาวสวนทั้งหลายเลิกใช้ DDT แล้วปล่อยให้แอปเปิลเป็นรูบ้าง คือไม่ต้องกังวลเรื่องนกและผึ้งที่จะมาทำลายผลผลิตของชาวสวนมากเกินไป
แม้ว่าแนวคิดแรกของเพลงมาจากการที่อยากจะสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่การจะพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบตรงๆ ก็ดูจะไม่มีศิลปะเท่าใดนัก การเลือกที่จะเปรียบเทียบกับความรัก และการสูญเสียคนรัก จึงเป็นแนวคิดที่ฉลาดมากๆ เนื้อเพลงตรง Late last night / I heard the screen door slam / And a big yellow taxi / Took away my old man จึงบอกกล่าวเรื่องราวของคนรักคนเก่าที่ได้ขึ้นรถแท็กซี่สีเหลืองคันใหญ่จากไปเมื่อกลางดึก

[caption id="attachment_393" align="alignright" width="150" caption="Foster Botanical Garden (general_view) - Honolulu, HI"][/caption]

ถ้าจะให้เปรียบเทียบเพลงนี้กับหนัง มันน่าจะออกแนว Romantic Comedy มากกว่า Drama เพราะมีท่อนหยิกกัดให้เจ็บๆ คันๆ แบบพอประมาณ ซึ่งก็เข้ากับดนตรีของเพลงนี้ที่ออกแนวสนุกๆ มีท่อนฮุคที่ติดปากได้ง่ายมากๆ สนุกขนาดที่ว่า Mitchell เองได้บันทึกเสียงหัวเราะขณะร้องเพลงลงไปด้วย

Big Yellow Taxi เวอร์ชันแรก บรรจุอยู่ในอัลบั้มLadies of the Canyon (1970) และได้ตัดเป็น Single แรกของ Joni Mitchell โดยเข้า Billboard Hot 100 สูงสุดอันดับที่ 67 ในขณะที่ฝั่งอังกฤษ เพลงนี้ได้ขึ้นถึงอันดับ 11 ต่อมาเธอออกเวอร์ชันบันทึกการแสดงสดในปี 1975 ก็ได้รับการตอบรับมากขึ้นไปอีก ไปไกลถึงอันดับที่ 24

จนถึงทุกวันนี้ Big Yellow Taxi ถูกนำมาทำใหม่จากศิลปินต่างๆ มากถึง 255 ศิลปิน ซึ่งเวอร์ชันที่มีชื่อเสียงก็คงจะหนีไม่พ้นของ Amy Grant ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1994 อยู่ในอัลบั้ม House of Love ที่มีการเปลี่ยนเนื้อเพลงบางช่วงตามที่ Mitchell ได้ขอเอาไว้ โดยสามารถขึ้น Billboard Hot 100 ที่อันดับ 67 และ Billboard Hot Adult Contemporary Tracks ในอันดับที่ 18

แต่เชื่อว่าในช่วงไม่กี่ปีนี้หลายคนคงจะรู้จักเพลงนี้จากเวอร์ชันปี 2003 ของ Counting Crows ที่มี Vanessa Carlton มาร้อง Back-up ให้ เพลงนี้บรรจุอยู่ใน Soundtrack หนังเรื่อง Two Weeks Notice และได้กลายเป็นเพลงฮิตอีกครั้ง สามารถเข้าสู่อันดับ 42 ของ Billboard Hot 100 และ อันดับ 5 ของ Billboard Adult Top 40
Big Yellow Taxi
by Joni Mitchell

They paved paradise
And put up a parking lot
With a pink hotel *, a boutique
And a swinging hot spot

Don't it always seem to go
That you don't know what you've got
Till it's gone
They paved paradise
And put up a parking lot

They took all the trees
Put 'em in a tree museum *
And they charged the people
A dollar and a half just to see 'em

Don't it always seem to go
That you don't know what you've got
Till it's gone
They paved paradise
And put up a parking lot

Hey farmer farmer
Put away that DDT * now
Give me spots on my apples
But leave me the birds and the bees
Please!

Don't it always seem to go
That you don't know what you've got
Till it's gone
They paved paradise
And put up a parking lot

Late last night
I heard the screen door slam
And a big yellow taxi
Took away my old man

Don't it always seem to go
That you don't know what you've got
Till it's gone
They paved paradise
And put up a parking lot

They paved paradise
And put up a parking lot

© Siquomb Publishing Company



ถ้าเราฟังเพลงนี้ผ่านๆ หรือดู Music Video ของ Counting Crows เพลงนี้อาจเป็นแค่เพลงรักที่ฟังสบายๆ เพราะมีท่อน Chorus ที่ติดหูมาก โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “They paved paradise and put up a parking lot” เราอาจจะไม่ได้สนใจความหมายของเพลงนี้ด้วยซ้ำว่าทำไมมันต้องปูพื้นสวรรค์โดยการผุดลานจอดรถขึ้นมา แต่ถ้าลองดูเนื้อเพลงให้ละเอียด เราก็จะเห็นถึงความตั้งใจของ Joni Mitchell ที่ต้องการใช้เพลงนี้สื่อสารให้คนฟังนึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ในภาวะที่ความเจริญในรูปแบบของคอนกรีตและปูนกำลังคืบคลานเข้าไปทำลายความสวยงามของธรรมชาติจนหมดสิ้น













วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

BRIDGE Magazine November 2009

[caption id="attachment_510" align="alignnone" width="500" caption="BRIDGE Magazine"][/caption]

Client: Bridge Communications Co., Ltd
Media: Cover & Layout Design, Writing and Edit articles.

Bridge Magazine is a lifestyle and Christian magazine in Thailand.

I help Bridge Communications to redesign from a front cover to a back cover and create their new identity. And also wrote some articles. Visit the Bridge Communications.

Software

  • Photoshop

  • Illustrator

  • Indesign

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

22,132 เมล์ที่ยังไม่ได้อ่าน เฉพาะ Gmail ยังไม่รวม Hotmail และ Yahoo รวมกันเป็นหมื่น

เพิ่งรู้ตัวว่ากลายเป็นทาสของเทคโนโลยีไปซะแล้ว

ไม่ต้องตกใจว่าทำไมผมมี Email ที่ไม่ได้อ่านเยอะขนาดนี้ แต่สามารถดำเนินชีวิตได้แบบไม่สะทกสะท้าน ก็เพราะว่า Email ทั้งหลายมันไม่ได้จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของผมขนาดนั้น ผมแค่ต้องการอัพเดตตัวเองไม่ให้ตกเทรนด์ โดยการเปิดรับข่าวสารทุกทาง โดยเฉลี่ยผมจะได้เมล์จาก Gmail วันละ 20-50 เมล์ ก็แค่ 7,300 – 18,250 อีเมล์ต่อปีเท่านั้น (เฉพาะ Gmail เน้น!) และถ้านับวันที่ผมเปิดอีเมล์ครบในแต่ละวัน ก็คงจะไม่ 30 วันต่อปี ที่เหลืออ่านได้ไม่เกินครึ่ง เมื่อมันสะสมไปเรื่อยๆ ปีละ 5,000 เมล์ 4 ปี ก็ถึง 2 หมื่นแล้ว

ที่มาของ อีเมล์จำนวนมาก เรียกว่าถ้าเป็นกระดาษ คงเต็มห้องผมแบบไม่ต้องสงสัย ก็คือ

  1. ข่าวจากศิลปินที่ผมไป subscribe เอาไว้ น่าจะประมาณ 100 ศิลปิน ซึ่งมีเกินครึ่งที่ส่งเมล์มาทุกอาทิตย์

  2. Notification จาก Gmail ที่ผมไปเลือก ให้ส่งข่าวตาม Keyword ที่ผมเลือกไว้ 5 อัน ซึ่งอันนี้ส่งบ่อยมาก วันละ 5 – 10 เมล์ ได้

  3. Notification จาก facebook อันนี้แรงสุด ประมาณวัน 10 - 20 เมล์ ใครเม้นท์ ใคร Post ใคร add มันส่งเมล์มาหมด สารภาพว่า เพิ่งเอาเตือนออกเมื่อวานนี้เอง

  4. Subscribe จากเว็บที่เราสนใจ อันนี้มีเยอะมาก ทั้งแมกกาซีน GQ, Esquire, Spa, Marta Stewart (เว็บมันสวย แต่ไม่ได้อ่านเลย) เว็บข่าว และอีกมากมาย เรียกว่าเจออะไรใหม่ๆ ก็ไป Subscribe เรื่อยๆ เพิ่งตัดสินใจเมื่อวานว่าจะไปเอาออกให้หมด

  5. เมล์เรื่องงาน เมล์เพื่อนๆ จริงๆ น้อยมาก ถ้าเทียบกับ 4 ข้อข้างบน


เมื่อก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาอะไร จนกระทั้งได้อ่านหนังสือ The 4-Hour Workweek ของ Timothy Ferriss ที่เพิ่งซื้อเมื่อปลายปีที่แล้ว และเริ่มอ่านมาได้ 1 อาทิตย์ แล้ว ทีแรกก็อยากรู้ว่าทำงานยังไง แค่ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่มีเงินใช้ แถมได้ท่องเที่ยวเรื่อยๆ ไปๆ มาๆ เลยเจอแนวคิดที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตผมเลยก็ได้ คืออ่านได้ประมาณ 90 หน้า ก็เจอคำแนะนำให้ปิดรับข่าวสารทุกอย่าง เช็คเมล์ 2 ครั้งต่อวัน ตั้งข้อความอัตโนมัติในอีเมล์ เพื่อจะบอกทุกคนว่าเรายุ่งมาก เพื่อที่เราจะมุ่งไปที่การทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด

และวันนี้ก็เป็นวันแรกที่ผมลองทำตามคำแนะนำของ Timothy โดยการเปิดเมล์ 2 ครั้ง ช่วงเที่ยง กับ 4 โมงเย็น ซึ่งผมก็เปิด Twitter และ Facebook ช่วงนั้นไปด้วยเลย แถมเปิด MSN ด้วย ทุกอย่างจะพยายามอยู่ใน 2 ช่วงนั้น เผื่อว่าใครมีอะไรเมล์เรื่องงานมา ถ้าคนมาทักนานๆ ใน IM ก็จะพยายามคุยให้น้อยที่สุด แล้วบอกเขาว่า ไม่มีเวลา ถ้าด่วนก็ให้โทรมา

ปรากฎว่าวันแรกของการทดลอง ได้ผลมาก ออกแบบเว็บได้ 5 หน้า แถมยัง Tweet และ Post เรื่องงานใน Facebook ได้ด้วย รู้สึกงานที่ทำออกมาเร็วและมีคุณภาพ และได้เนื้อๆ มาก ไม่มีน้ำเลย เวลาทำงานก็เปิดเพลงฟังตลอด ขนาดหัวหน้ายังไม่ยอมให้มารบกวนเลย ไม่รวมถึงแฟนที่ปกติแชตกันตลอด ต้องตัดเลย ผมอาศัยเวลาตอนเช้า ก่อนทำงาน ตอนพักเที่ยง และตอนเลิกงานคุยกับแฟน ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ความรักจืดจางลงแต่อย่างใด

การทดลองครั้งพบว่า ผมเสียเวลาในแต่ละวันเยอะจริงๆ ทำให้เราไม่มีเวลา และยุ่งกับอะไรก็ไม่รู้ ดีนะที่ยังรู้ตัวตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมเราถึงได้มาบรรลุกันตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ผมกำลังต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพยายามหาเวลาทำบางที่ผมอยากทำมากขึ้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นแบบผมบ้าง จะลองเอาไปทำตามบ้าง ก็ไม่ว่ากันครับ

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ปีใหม่แล้วไง เปลี่ยนมันตอนนี้เลยดีกว่าไหม



ใครเป็นคนคิดนะว่า ปีใหม่แล้ว ถึงเวลาจะต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ซะที จะว่าไปมันก็แค่จุดแบ่งใน Timeline ระหว่างปีเท่านั้นเอง คือ เมื่อวานเป็นปี 2009 แต่อีกวันถัดมามันกลายเป็น 2010 มันแทบจะไม่มีความแตกต่างอะไรเลย อากาศก็ร้อนเหมือนเดิม (หน้าหนาวนะนั่น) ถึงแม้ว่าในเชิงกายภาพมันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก แต่มันกลับมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ คือ ปีใหม่ก็มีข้อดีที่ว่า ป็นจุดเตือนเราให้ทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าทั้งปีมันจะเหลวแหลกแค่ไหนก็ตาม และเป็นจุดนับของเวลาที่บอกว่าผ่านมาแค่ไหนแล้ว น่าจะเป็นจุดที่สอง มีความสำคัญรองลงไป เมื่อเทียบกับวันเกิด เพราะว่า "วันเกิด" เราสามารถเตือนตัวเองได้ แต่กับ “ปี” นี่ เราอาจจะโดนสังคมกดดันว่า ปี 2010 แล้ว ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างหรือยัง สำหรับผม คำตอบก็คือ เป็นชิ้นๆ แล้ว แต่ต่อกันแล้วเป็นอะไรก็ไม่รู้ 555

ถ้าปีใหม่มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ถามว่าเราควรปล่อยให้มันผ่านไปไหม คำตอบคือไม่ควร ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลง ก็เปลี่ยนมันตอนนี้เลย ไม่ต้องรอถึงปีใหม่ หรือวันเกิด คิดได้เมื่อไหร่ว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ทำมันเลย อย่าปล่อยให้มันเปลือง RAM สมอง ในหนังสือ Getting Things Done ของ David Allen บอกเราว่า สมองเราจะมีบางส่วนที่มีการทำงานเหมือนกับ RAM เป็นแค่หน่วยความจำชั่วคราว ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อให้ CPU ประมวลผล ถ้าเราไม่ยอมเอามันไปประมวลผลซะที RAM ก็จะเต็ม มันทำให้การทำงานของ COM ช้าลง เมื่อข้อมูลมัน Load เยอะขึ้น รับรองว่า เราทำงานช้า และเผลอๆ อาจะไม่ทันเวลาด้วย แนวคิดของหนังสือเล่มนี้ก็พยายามบอกให้เราเคลียร์ทุกอย่างให้เร็วที่สุด ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ แปลงที่ทุกอย่างที่อยู่ในใจเราให้กลายเป็น Action ให้เร็วที่สุด เมื่อนั้นเราจะมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

การเคลียร์ทุกอย่างให้เร็วที่สุดก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจจะทำในปี 2010 คือ พยายามจะเคลียร์ทุกอย่างเพื่อเราจะมีเวลาว่างมากขึ้น ทำอะไรที่เราอยากจะทำได้มากขึ้น มีเวลาให้เพื่อนๆ ครอบครัว คนรอบข้างมากขึ้น แค่ทำสิ่งนี้ได้ในปีนี้ มันก็น่าจะสุดยอดมากแล้ว

อยากเปลี่ยนอะไร มาเริ่มทำกันตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ เพราะขนาดผมตั้งใจจะเริ่มเขียนมากขึ้นอีกครั้ง คิดหลายเดือนแล้ว แต่กว่าจะตัดสินใจทำมันจริงๆ ก็เมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง ซึ่งก็เลยปีใหม่มาหลายวันแล้ว