วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2549

El Shaddai (Amy Grant)



[caption id="attachment_361" align="alignright" width="120" caption="Amy Grant"]Amy Grant[/caption]

พูดถึง Amy Grant นี่คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก แต่อาจจะเป็นไปได้สำหรับคนรุ่นใหม่ ๆ ที่อาจจะไม่คุ้นหู เพราะช่วงหลังไม่ค่อยมีเพลงที่ดังในตลาด Mainstream เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นช่วงสัก 10 ที่แล้ว ถือว่าเป็น Pop Idol เลยก็ว่าได้ คือ ดังทั้งตลาดคริสเตียนและ Mainstream และน่าเป็นศิลปินคริสเตียนรุ่นแรกที่ก้าวไปบุกเบิกตลาดระดับนั้น นั่นรวมถึงการเป็นศิลปินที่มียอดขายระดับ Multiplatinum

เสียงเพลงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต Amy Grant เลยทีเดียว คือ เริ่มตั้งแต่ร้อง acappella ในโบสถ์ และร้องเพลงในโรงเรียน ซึ่งความเป็นอัจฉริยะก็ได้ฉายแววตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ก่อนที่จะเริ่มสร้างตำนานบทใหม่อีก 25 ปี ต่อมา


Amy Grant เริ่มจากการทำงาน Part-time ถูพื้นและลบเทปใน Nashville studio และ Brown Bannister โปรดิวเซอร์ซึ่งเป็นเพื่อนของเธอ อนุญาตให้เธอ copy tape ที่มีเพลงที่เธออัดไว้เองและตั้งใจจะอัดให้ครอบครัว ซึ่งนั้นก็ทำให้โปรดิวเซอร์จาก Word Records เห็นแววในความเป็นอัจฉริยะ และจับ Amy Grant ที่เพิ่งอายุ 17 ปี เซ็นสัญญาทันที จากนั้นเริ่มอัลบัมแรกด้วยชุด Amy Grant (1978) และได้ออกอัลบัมเดี่ยวจนถึงทุกวันนี้ 20 อัลบัมแล้ว (รู้จัก Amy Grant มากขึ้นได้ที่ www.amygrant.com)


คงต้องพูดถึงชุด Age To Age (1982) ที่มีเพลง El Shaddai บรรจุอยู่ อัลบัมนี้ทำให้เธอได้รับ Dove Awards เป็นครั้งแรก รวมถึงรางวัล Contemporary Album of The Year และ Artist of The Year บวกกับรางวัล Grammy ในสาขา Best Gospel Performance นอกจากนี้ยังทำให้เพลง El Shaddai และ Sing Your Praise to The Lord (แต่งโดย Richard Mullins) กลายเป็นเพลงในโบสถ์ยุคใหม่ในตอนนั้น


มาดูเนื้อเพลงกันเลย



El Shaddai

[Chorus:]
El-Shaddai, El-Shaddai [means "God Almighty, God Almighty"]
El-Elyon na Adonai [means "God in the highest, Oh, Lord"]
Age to age, You're still the same
By the power of the name.
El-Shaddai, El-Shaddai
Erkamka na Adonai [means "We will love You, Oh, Lord"]
We will praise and lift You high
El-Shaddai

Through Your love
And through the ram,
You saved the son
Of Abraham.
Through the power
Of Your hand,
Turned the sea
Into dry land.
To the outcast
On her knees,
You were the God
Who really sees.
And by Your might,
You set Your children free.

[Chorus]



Through the years,
You made it clear,
That the time of Christ
Was near,
Though the people
Couldn't see
What Messiah ought to be.
Though Your Word
Contained the plan,
They just could not understand,
Your most awesome work was done
Though the frailty of Your son.

[Chorus]


เป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่มีความหมายดี ๆ อีกเพลงหนึ่งที่ทำให้เราซาบซึ้งในภาษาฮีบรู สิ่งที่เจ้าทำตั้งแต่กับอับราฮัม โมเสส และสิ่งที่พระคริสต์ได้ไถ่เราให้เป็นอิสระจนถึงทุกวันนี้ El-Shaddai, El-Shaddai!!!

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2549

Breathe Your Name (Sixpence None The Richer)




[caption id="attachment_351" align="alignleft" width="120" caption="Sixpence None The Richer"]Sixpence None The Richer[/caption]

Breathe Your Name อยู่ในอัลบัม Studio ชุดสุดท้ายของ Sixpence None The Richer คือชุด Divine Discontent (2002) ถ้าไม่นับชุด The Best of Sixpence None the Richer (2004) ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายของวง และเป็นการปิดตำนานวงคริสเตียนที่มียอดขายในระดับ Platinum รวมถึงการเป็นวงได้รับการยอมรับในตลาดเพลงทั่วโลกด้วย

Sixpence None the Richer เริ่มต้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จาก Leigh Nash (ร้องนำ) และ Matt Slocum (แต่งเพลงและมือกีต้าร์) ซึ่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ High School ออกอัลบัมกับค่ายเล็ก ๆ 2 อัลบัม ก่อนที่จะเซ็นต์สัญญากับค่าย Squint Entertianment ซึ่งเป็นค่ายอินดี้ก่อตั้งใหม่ในสมัยนั้น โดยเปิดตัวด้วยอัลบัม Sixpence None the Richer ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับวง และมีเพลงที่ฮิตไปทั่วโลกอย่าง Kiss Me ที่ได้รับอิทธิพลจากการเป็น Soundtrack หนังดังอย่าง She's All That เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ถูกเปิดมากที่สุดใน 11 ประเทศ รวมถึงเป็นเพลงประกอบงานแต่งงานของเจ้าชาย Edward ในปี 1999 นอกจากนี้ในอัลบัมนี้ยังมีเพลงดังอย่าง There She Goes อีกด้วย

ค้นหาข้อมูลของ Sixpence None the Richer เพิ่มเติมได้ที่ www.sixpence-ntr.com/home_content.html (ตอนนี้ยังมีเว็บไซต์อยู่ครับ แม้วงจะปิดตัวไปแล้ว)

หลังจะยุบ Sixpence None the Richer ไป 2 ปี ล่าสุดอดีตนักร้องนำ คือ Leigh Nash ได้เตรียมออก Solo Album ในช่วง Summer นี้ ในระหว่างนี้ได้มีเพลงออกมาให้ฟังกันบ้างแล้ว ลองเข้าไปที่ http://leighnashmusic.com นะครับ

เพลง Breathe Your Name เคยขึ้นถึง Top 20 ซึ่งวิทยุบ้านเราก็เปิดเพลงนี้เหมือนกัน มาดูเนื้อเพลงกันครับ

Breathe Your Name

It's every day
I'm in this place
I feel this way
I feel the same
It's every day
I'm in this place
I feel this way
I feel the same

Is it all inside my head
Is it all inside my head
I'll view the list
And take my pick
I view my faith
And make a choice
'Cause it's nobody else's but mine

But you are in my heart
I can feel your beat
And you move my mind
From behind the wheel
When I lose control
I can only breathe your name
I can only breathe your name

So many days within this race
I need the truth
I need some grace
I need the path
To find my place
I need some truth
I need some grace
The part of you
That's part of me
We'll never die
We'll never leave
And it's nobody else's but mine

You are in my heart
I can feel your beat
And you move my mind
From behind the wheel
When I lose control
I can only breathe your name
I can only breathe your name

You'll view the list
And take your pick
You'll view my faith
And make a choice
'Cause it's nobody else's but yours

And you're in my heart
I can feel your beat
And you move my mind
From behind the wheel
When I lose control
I can only breathe your name

'Cause you're in my heart
I can feel your beat
And you move my mind
From behind the wheel
When I lose control
I can only breathe your name
I can only breathe your name
I can only breathe your name
I can only breathe your name

บางครั้งเวลาเศร้า หรือกำลังสับสน การได้ฟังเพลงที่มีจังหวะ Pop สนุก ๆ และมีเนื้อหาดี ๆ อย่าง Breathe Your Name น่าจะช่วยให้เราสดชื่นขึ้นบ้าง แต่นั้นอาจจะเป็นเพราะ "Your Name" ในเพลงนี้มีพลังที่สามารถช่วยเราได้ด้วย คงไม่ต้องใบ้นะครับว่า "Your Name" ในเพลงนี้ชื่ออะไร

Rest Easy (Audio Adrenaline)



[caption id="attachment_323" align="alignright" width="120" caption="Audio Adrenaline"]Audio Adrenaline[/caption]

Rest Easy ของวง Audio Adrenaline อยู่ในอัลบัม Live bootleg (1995) ซึ่งเป็นชุดที่ 3 ของ Audio Adrenaline วงนี้จะมีสไตล์เพลงที่หลากหลายโดยเป็นส่วนผสมระหว่าง Rock, Rap และ Funk โดยที่ชุดแรกแรกรวมถึงชุด bootleg จะหนักไปทาง Funk หน่อย แต่ช่วงหลังเพลงจะออกไปทาง Modern Rock ซึ่งถือว่าลงตัวมาก ๆ ถ้ามีโอกาสจะแนะนำเพลงในยุคหลัง ๆ ของ Audio Adrenaline ต่อไป

Audio Adrenaline ทำยอดขายจากทุกอัลบัมไปมากกว่า 3 ล้านก๊อปปี้ และมี Single ติดอันดับหนึ่งในชาร์ตของคริสเตียนมากถึง 18 เพลง นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Grammy ไปถึง 2 ครั้ง จาก 2 อัลบัมหลังสุดคือ Worldwide (2004) และ Until My Heart Caves In (2005) และยังมีข่าวล่าสุดที่น่าเสียดายมาก คือ ทางวงวางแผนจะ Retire ตัวเองหลังปี 2006 อยากรู้จัก Audio Adrenaline มากขึ้นเข้าไปที่ www.audioa.com

เพลงนี้เป็นเพลงที่ชอบมากที่สุดในอัลบัมนี้ แม้ว่าฟังอัลบัมนี้ช่วงแรกจะไม่ค่อยติดหูนัก เนื่องจากผมไม่ใช่พวก Funky สักเท่าไหร่ แต่เพลง Rest Easy จะเป็น Acoustic แบบสบาย ๆ แต่จริงใจมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงที่ Will McGinniss พูดกับคนดู เป็นการสื่อสารที่น่าจะทำให้คนที่อาจจะยังไม่รู้จักพระเจ้าสามารถเปิดใจได้อย่างง่าย ๆ

เข้าสู่เนื้อเพลงกันเลย

Rest Easy

One more mile 'til I lay rest
I have put myself through this rigid test
But the mile has never ended no distance has been gained
I do not see greatness I wanted to obtain
Where is my embrace from the race that I have run?
I have kept a steady pace but still I have not won

CHORUS
Rest easy
have no fear
I love you perfectly
love drives out fear
I'll take your burden
you take My grace
Rest easy
in My embrace

I am such a sinner I fear my evil ways
I fear my imperfection I fear my final days
I just want to take control and snap this rusty chain
drop my heavy burden it seems to be in vain

REPEAT CHORUS

BRIDGE
I am not a bold man even though I want to be
I am just a dreamer with a timid history
Scared of confrontations I fume all through the night
the world has it's hold on me and I just want to fly
The sky, the sky is open wide
but I can't fly 'til I step aside

CHORUS II
Rest easy
have no fear
I love you perfectly
and perfect love drives out fear
I'll take your burden
you take My grace
Rest easy
in My embrace
Rest easy, rest easy
rest easy, in My embrace
Rest easy

ใครที่กำลังเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน จากการต่อสู้แข่งขันในโลกนี้ อยากให้หยุดพักสักครู่ ลองฟังเพลงนี้ ก่อนที่จะเดินต่อไป แล้วคุณจะสัมผัสว่า แม้เราเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน แม้เราต้องอยู่คนเดียว แต่ยังมีอ้อมแขนหนึ่งที่รอคอยเราอยู่เสมอครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2549

I Can Only Imagine (MercyMe)



[caption id="attachment_295" align="alignleft" width="120" caption="MercyMe"]MercyMe[/caption]

เพลงนี้เป็นของวง MercyMe อยู่ในอัลบัม Almost There (2001) ซึ่งเป็นอัลบัมเปิดตัวของ MercyMe เพลงนี้แต่งโดย Bart Millard (นักร้องนำ) และเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งวงนี้ขึ้นมา โดยที่ความฝันในวัยเด็กเขาอยากเป็นนักฟุตบอล (อเมริกันฟุตบอล) เนื่องจากทั้งพี่ชายและคุณพ่อต่างก็เป็นนักฟุตบอลทั้งคู่ แต่เขาต้องจบความฝันของเขาเมื่อข้อเท้าหักใน High School และระหว่างที่เจ็บอยู่ Class ที่สามารถเข้าได้เหลือเพียง ชั้นประสานเสียง และเขาเริ่มที่จะสนใจการเป็น Choir Director จนในที่สุดเขาได้เข้าร่วม Praise Band ของโบสถ์ จนสามารถฟอร์มวง MercyMe ขึ้นมา

เครดิตของ MercyMe ในวงการเพลงคริสเตียนก็คือ เพลง I Can Only Imagine ได้รับ Song of The Year ใน Dove Awards รวมถึงรางวัลใหญ่ ๆ อีกหลายรางวัล นอกจากนี้เพลงนี้ยังฮิตถล่มทลายในคลื่นต่าง ๆ ทั้งคลื่น Pop, Country และคลื่นคริสเตียน ผู้คนนับล้านที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลงคริสเตียนต่างสามารถร้องเพลงนี้ได้อย่างคล่องปาก จนทำให้อัลบัม Almost There ทำยอดขายในระดับ Platinum และเข้าสู่ชาร์ต Billboard Top 200 pop นานนับเดือน ท้ายที่สุดอัลบัมนี้สามารถขายได้มากกว่า 2 ล้านแผ่น รวมถึงการเป็นเพลงฮิตในชาร์ตทุกสไตล์เพลง (ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.christianitytoday.com ) อยากรู้จัก MercyMe มากขึ้นเข้าไปที่ www.mercyme.org

เพลง I Can Only Imagine น่าจะเป็นเพลงฮิตตลอดการของ MercyMe ในตอนนี้ แม้แต่ขณะนี้ยังเป็นเพลงฮิตใน iTunes ในชาร์ต Inspirational สิ่งที่ทำให้ I Can Only Imagine โดดเด่นและโด่งดังขึ้นมาน่าจะเป็นเพราะส่วนผสมระหว่าง Pop Rock กับ Orchestra ที่กำลังพอดี โดยเฉพาะเครื่องสายที่ทำให้จิตนาการของเราบรรเจิดขึ้นไปตามบทเพลง

ต่อด้วยเนื้อเพลงเลยดีกว่า

I Can Only Imagine

I can only imagine what it will be like
When I walk by Your side
I can only imagine what my eyes will see
When Your face is before me
I can only imagine

Surrounded by Your glory
What will my heart feel
Will I dance for Your Jesus
Or in awe of You be still
Will I stand in Your presence
Or to my knees will I fall
Will I sing Hallelujah
Will I be able to speak at all
I can only imagine
I can only imagine

I can only imagine
When that day comes
And I find myself
Standing in the sun
I can only imagine
When all I will do
Is forever, forever worship You
I can only imagine
I can only imagine

I can only imagine
When all I will do
Is forever, forever worship You

เมื่อผมร้องเพลงนี้ผมรู้สึกได้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพียงแค่เราเดินเคียงข้างพระเยซูเหมือนเพื่อนสนิท ทั้งที่ความจริงเราไม่คู่ควรแม้แต่น้อย และถ้าเราเดินกับพระองค์อย่างมั่นคงต่อไป เราจะได้เห็นมากกว่าที่เราจะจินตนาการเอาไว้ หรือมากที่กว่าที่เพลงนี้บรรยายเอาไว้ด้วยซ้ำ บอกได้คำเดียวว่า Indescribable (เหลือจะพรรณาได้)

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2549

Deeper (Delirious?)



[caption id="attachment_289" align="alignleft" width="120" caption="Delirious?"]Delirious?[/caption]

เพลง Deeper เวอร์ชันนี้ได้มากชุด Bonus Disc จากอัลบัม Touch (2002) ซึ่งขายในอเมริกา ในขณะที่อัลบัมนี้ที่อังกฤษจะใช้ชื่อว่า Audio Lessonover? (2001) และยังไม่มี Bonus Disc อีกด้วย Delirious? ถือว่าโด่งดังในอเมริกามากพอสมควร สามารถขาย CD รวมทุกอัลบัมไปมากกว่า 2 ล้านแผ่น Robbie William ยังขายได้น้อยกว่านี้ในอเมริกา

Delirious? ถือว่าเป็นวงที่มีการแสดงสดได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ถึงแม้จะเล่นในสไตล์ Brit Rock แต่สามารถนำนมัสการได้อย่างดีเยี่ยม ตามความคิดส่วนตัว ผมว่านำนมัสการได้ดีกว่า Hillsong ด้วยซ้ำ แต่ถ้าใครชอบนมัสการในสไตล์ Hillsong และสามารถสัมผัสพระเจ้าได้ ก็คงต้องบอกว่า Hillsong ได้ประสบความสำเร็จแล้วเหมือนกัน เหมือนที่ Delirious? ทำให้ผมสัมผัสพระเจ้าในการนมัสการ

อย่างไรก็ตามวงนี้ถือเป็นอันดับหนึ่งในวงคริสเตียนที่ผมชอบหลาย ๆ วง หรือหลาย ๆ คน ผมสามารถเสียเงินซื้อ CD ของ Delirious? มาฟังได้แบบไม่เสียดายเงิน และการได้ดูคอนเสิร์ต Delirious? สักครั้งในชีวิตน่าจะเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า จริงผมน่าจะลองเขียนหนังสือเรื่อง "100 คอนเสิร์ตที่คุณต้องดูให้ได้ก่อนตาย" แต่คงต้องเริ่มหาคอนเสิร์ตดูมากกว่านี้ ตอนนี้ Delirious? อยู่ใน 100 คอนเสิร์ตที่ว่านั้นแล้วในใจผม อยากรู้จัก Delirious? มากกว่านี้ เข้าไปที่ www.delirious.co.uk

เข้าสู่เนื้อเพลงดีกว่า (ต้องขอบคุณเว็บไซต์ www.delirious.org.uk ชุมชนคนรัก Delirious? ที่ใหญ่ที่สุดในโลก)

Deeper

I want to go deeper
But I don't know how to swim
I want to be meeker
But have you seen this old earth?
I want to fly higher
But these arms won't take me there
I want to be, I want to be

Maybe I could run
Maybe I could fly, to you
Do you feel the same
When all you see is
Blame in me?

And the wonder of it all is that I'm living just to fall
More in love with you [x2]

I want to go deeper
But is it just a stupid whim?
I want to be weaker
Be a help to the strong
I want to run faster
But this old leg won't carry me
I want to be, I want to be

Maybe I could run
Maybe I could fly, to you
Do you feel the same
When all you see is
Blame in me?

And the wonder of it all is that I'm living just to fall
More in love with you [x2]

Maybe I could run
Maybe I could follow
It's time to walk the path
Where many seem to fall
Hold me in your arms
Just like any father would
How long do we have to wait?
How long, we're going all the way

And the wonder of it all is that I'm living just to fall
More in love with you

ต้องบอกว่า Deeper เหมาะสำหรับการนมัสการแบบกระโดดโลดเต้นได้ดีมาก ๆ เพราะจังหวะเพลงบีบให้เราต้องกระตือรือร้นจริง ๆ จะว่าไปก็ไม่ใช่บีบคั้นอะไร แต่เราสามารถปลดปล่อยได้อย่างเต็มที่ในเพลงนี้ อีกอย่างที่ผมชอบในเพลงนี้ก็คือการร้องในแบบของ Martin Smith (นักร้องนำ, กีต้าร์ และแต่งเพลง) เป็นความลงตัวที่ต้องบอกว่าหาคนแบบนี้ไม่ง่ายในโลกนี้

ขอให้พระเจ้าเป็นบุคคลที่เราสามารถมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งที่สุด มากยิ่งกว่าคนอื่น ๆ ในโลกนี้ เพื่อที่เราจะรักคนอื่นได้มากขึ้น และสามารถทำทุกสิ่งได้อย่างดีด้วยนะครับ

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2549

Live From Austin Music Hall (Chris Tomlin)

[caption id="attachment_292" align="alignleft" width="120" caption="Live From Austin Music Hall"]Live From Austin Music Hall[/caption]

Artist:         Chris Tomlin
Label:         Sparrow Records/sixstepsrecords
Genre:         Christian and Gospel
Recommended:     Yes
Score:         8 out of 10
Summary:     Live From Austin Music Hall - Chris Tomlin
Link:         www.christomlin.com

นี่คือ Review อัลบัมแรกสำหรับ Blog นี้ คงต้องเริ่มจากอัลบัมที่เพิ่งได้มาสด ๆ ร้อน ๆ จาก ebay คงต้อง Pray อย่างหนักกว่าจะมีอัลบัมของ sixstepsrecords/passion มาขายในเมืองไทย โอเคเข้าเรื่องที่เพลงอัลบัมนี้ดีกว่า

อัลบัมนี้เป็นบันทึกการแสดงสดอัลบัมแรกของ Chris Tomlin ไม่นับพวก Event อื่น ๆ ของ Passion คงต้องบอกว่าปี 2004 - 2005 เป็นปีของ Chris Tomlin อย่างแท้จริง อัลบัม Arriving ก็ได้รับ RIAA Certified Gold-selling album รวมถึงเพลงขึ้นอันดับหนึ่งใน R & R’s Christian AC chart อีก 2 เพลง คือ Indescribable และ Holy is the Lord และยังได้เป็น Artist of the Year จาก GMA Music Awards อีก นั่นทำให้ ผลงานชุดต่อ ๆ จะต้องถูกจับตามองอย่างแน่นอน

Live From Austin Music Hall ได้ Ed Cash (Producer of The Year จาก GMA Music Awards) มาช่วย Produced และ Mixed ให้ รวมถึง Executive Producers คือ Louie Giglio และ Brad O'Donnell ด้วย Tomlin เริ่มคอนเสิร์ตนมัสการด้วยเพลง Indescribable ที่เปิดตัวด้วยเปียโนเบา ๆ ทำให้เราได้ยินเสียงผู้ชมกำลังนมัสการ ก่อนที่เราเล่นเต็มรูปแบบที่ผสมผสานระหว่าง Acoustic กับ Electronic ได้อย่างลงตัว ก่อนที่จะจบด้วยการร้องคลอไปกับเปียโนอีกครั้ง

จากนั้นต่อด้วยเพลง Forever ในรูปแบบที่ทำให้เรานึกถึง David Crowder Band ผสมกับ Michael W. Smith ซึ่งเพลงนี้ MWS เคยเอาไป Cover ในอัลบัม Worship แล้ว ก่อนที่ต่อด้วย Kindness ในแบบ Acoustic ในแบบที่ Tomlin ถนัด และปล่อยให้ Chorus ได้เริ่มมีบทบาทในเพลง จากนั้นต่อด้วยเพลง Unchanging (Raise Up Holy Hands) ที่เริ่มด้วยการร้องคู่กับเปียโนเบา ๆ ก่อนที่ดนตรีจะขึ้นในรูปแบบที่เราคุ้นกันในแบบ Studio (แต่รู้สึกว่าแบบ Studio จะมันกว่านิด ๆ)

ต่อด้วย On Our Side ที่ได้ Seith  Walker มาช่วยร้องประสานในแบบ Gospel ทำให้ได้บรรยากาศเพลงสวดในโบสถ์ที่เรามักจะเห็นในภาพยนตร์ ในเพลงนี้เรียกว่าใส่ลูกเล่นกันเต็มที่ ทำให้คนดูร้องกันอย่างสุดเสียง ต่อด้วยเพลง This Is Our God ที่ได้ Special Guest ตัวจริงคือ David Crowder มาร้องสลับ รวมถึงร้องประสานด้วย การได้ David Crowder มาช่วยในเพลงนี้ทำให้บรรยากาศถึงจุด Peak ในอารมณ์รวมของการนมัสการเลยทีเดียว

ถ้าจะไม่มี Song of The Year อย่าง How Great Is Our God ในคอนเสิร์ตนี้ คงเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ในเพลงนี้ผมว่ายังไม่ค่อยต่างจากที่เล่นใน Passion 05 มากนัก เพียงแต่จะเน้นไปที่เปียโนมากหน่อย แต่สำหรับคนที่ฟังครั้งแรก ผมว่าก็ยังอยู่ในขั้นสุดยอดอยู่ดี เช่นเคย เพลงนี้จบด้วยท่อน Chorus ของเพลง How Great Thou Art ซึ่งดูเหมือนคนดูก็จะเข้าใจจังหวะเป็นอย่างดี จากนั้นปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วยเพลง Famous One ที่ปล่อยให้คนดูได้ร้องกันอย่างสุดเสียงอีกครั้ง

โดยรวม Live From Austin Music Hall เป็น CD นมัสการที่ผมคงหยิบเอามาฟังได้บ่อย ๆ ใจจริงอยากจะให้คะแนนเต็มนะ แต่ดันมีแค่ 8 เพลง น่าจะเป็น EP ด้วยซ้ำ มันเหมือนยังไม่จุใจเท่าใดนัก ซึ่งไม่รู้ว่าคนดูคอนเสิร์ตนี้จะคิดเหมือนผมหรือเปล่า จริง ๆ ถ้าทำเป็น Dual Disc บวกกับ DVD ได้จะ Perfect มาก

วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2549

Dare You To Move (Switchfoot)



[caption id="attachment_277" align="alignleft" width="120" caption="Switchfoot"]Switchfoot[/caption]

เพลงนี้เป็นของ Switchfoot วงร็อคจาก San Diego นับว่าเป็นวงคริสเตียนที่สร้างปรากฎการณ์ทำยอดขายในตลาด Mainstream ได้ถึง 2.5 ล้านแผ่น (Multi Platinum) เพลง Dare You To Move เป็นเพลงที่ดังตั้งแต่สมัยยังเป็นวงอินดี้อยู่เลย ผมเคยได้ดู Switchfoot เล่นเพลงนี้ในโบสถ์สมัยที่ยังไม่ดังมากด้วย ตอนนั้นเล่นกัน 3 คน คือ Chad Butler (Drums, Percussion), Tim Foreman (Bass, Backing Vocals, Keys) และ Jon Foreman (Guitar, Lead Vocals, Keys)

เพลง Dare You To Move ครั้งแรกอยู่ในอัลบัม Learning To Breathe ตอนนั้นอยู่ค่าย rethink และครั้งที่ 2 ของ Dare You To Move ไปปรากฎในอัลบัม Soundtrack หนังเรื่อง A Walk To Remember ที่มี Mandy Moore แสดงนำ และ Soundtrack หนังเรื่องนี้ยังมีเพลงของ Switchfoot อีก 3 เพลง รวมถึง Jon ได้ร้องคู่กับ Mandy Moore ในเพลง Someday We'll Know อีกด้วย อิทธิพลจากหนังเรื่องนี้ทำให้ Switchfoot ได้เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

จนในสุด Sony Music Entertainment ได้เข้ามาเซ็นสัญญากับ Switchfoot จนทำอัลบัม The Beautiful Letdown (2003) ออกมา ซึ่งก็มีเพลง Dare You To Move บรรจุอยู่ด้วย โดยที่ Switchfoot เองก็เป็นคนแต่งเพลงเองเหมือนเดิม แต่ได้ความเป็นมืออาชีพจาก Sony มาช่วยขัดเกลา ทำให้ได้รับการยอมรับในตลาด Mainstream และเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของวง Christian Rock ในอเมริกาและทั่วโลกด้วย อยากรู้จัก Switchfoot มากกว่านี้ เข้าไปที่ www.switchfoot.com หรืออยากซื้ออัลบัมเต็มมาฟังก็หาไม่ยากตามร้านซีดีสากลทั่วไป

ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องกล้าที่จะวิ่งไปอย่างมั่นใจ

Dare You To Move

Welcome to the planet
Welcome to existence
Everyone's here
Everybody's watching you now
Everybody waits for you now
What happens next?

I dare you to move
I dare you to lift yourself up off the floor
I dare you to move
Like today never happened
Today never happened before

Welcome to the fallout
Welcome to resistance
The tension is here
Between who you are and who you could be
Between how it is and how it should be

Maybe redemption has stories to tell
Maybe forgiveness is right where you fell
Where can you run to escape from yourself?
Where you gonna go?
Where you gonna go?
Salvation is here

ถ้าใครฟังเพลงนี้แล้วคึกอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อพระเจ้า ก็คงจะดีไม่น้อย หรือคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าอาจจะสงสัยว่า Salvation มันคืออะไร อยู่ใกล้เราขนาดไหน คงต้องบอกว่าอยู่ไม่ไกล เพียงแค่เปิดใจเท่านั้น แล้วจะพบคำตอบทั้งหมดเอง

วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2549

Place In This World (Michael W. Smith)



[caption id="attachment_268" align="alignleft" width="120" caption="Michael W. Smith"]Michael W. Smith[/caption]

เพลงนี้อยู่ในอัลบัม Go West Young Man (1990) และเป็นผลงานชุดที่ 7 ของ Michael W. Smith คนที่ติดตามวงการเพลงคริสเตียนจะพอรู้ว่า Michael W. Smith ยิ่งขนาดไหนในวงการ CCM (Christian Contemporary Music) พูดถึงเกียรติประวัตินี่ GMA Music Awards หรือ Dove Awards นี่ได้ไปถึง 32 ครั้ง (แต่ยังเป็นรอง Steven Curtis Chapman ที่เพิ่งได้ตั้วที่ 50 ไป) ส่วนรางวัล Grammy นั่น Smitty ได้ไป 3 ครั้ง รวมถึงเข้าชิงอีก 8 ครั้ง อยากรู้จัก Michael W. Smith เข้าไปที่ www.michaelwsmith.com ครับ

ผมว่ามีหลายคนคงเคยได้ยินเพลงของ Smitty มาบ้างจำได้ว่าเพลง I Will Be Here For You เคยเป็นเพลงประกอบโฆษณาด้วย หรือเพลงที่ทำร่วมกับ Jim Brickman นี่ก็ดังในเมืองไทยเหมือนกัน

ได้เวลามาดูเนื้อเพลงกันแล้ว

Place In This World

The wind is moving
But I am standing still
A life of pages
Waiting to be filled
A heart that's hopeful
A heart that's full of dreams
But this becoming
Is harder than it seems
Feels like I'm

Looking for a reason
Roaming through the night to find
My place in this world
My place in this world
Not a lot to lean on
I need Your light to help me find
My place in this world
My place in this world

If there are millions
Down on their knees
Among the many
Can you still hear me
Hear me asking
Where do I belong
Is there a vision
That I can call my own
Show me I'm

ผมว่าเพลงเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการค้นหาตัวเอง ค้นหาว่าพอจะมี "ที่ทาง" สำหรับเราบ้างไหมในโลกที่แข่งขัน วุ่นวายขนาดนี้

ผมว่าทุกคนต้องเคยฝัน ต้องเคยหวังว่าจะทำให้บางอย่างให้สำเร็จ ทำให้พระเจ้าได้รับเกียรติ แต่พอเริ่มที่จะเดินไป เรากลับพบว่ามันไม่ง่ายเหมือนที่เราคิด เราอาจสงสัยว่า จะมีที่ให้เราได้ยืนบ้างไหม ให้เรายืนได้อย่างมั่นคง เพื่อที่จะก้าวเดินต่อไปได้ คำตอบของความสงสัยนี้ พระเจ้าเท่านั้นที่จะบอกเราได้ ว่าเราจะเดินต่อไปอย่างไร ถามพระเจ้าต่อไป แล้วเราจะรู้ว่า ที่ที่เหมาะให้เรายืนนั้นอยู่ที่จุดไหน

และนี่คือเรื่องราวของ Place In This Word ครับ

วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2549

Here Is Our King (David Crowder Band)



[caption id="attachment_226" align="alignleft" width="120" caption="David Crowder Band"]David Crowder Band[/caption]

วันนี้เลือกเพลงเด่นจากงาน GMA Music Awards มาอีก 1 เพลง Here Is Our King ได้รับรางวัล Rock Song of The Year ในขณะที่ David Crowder Band ก็พาอัลบัม A Collision ก็ได้รับรางวัล Rock Album of The Year ไปด้วย แถมท้ายด้วยรางวัล Special Event Album of The Year จาก Soundtrack Narnia ไปด้วย (Track เพลง Turkish Delight) อยากรู้จัก David Crowder Band มากขึ้นเข้าไปที่ www.davidcrowderband.com ครับ

ต้องบอกว่านี่เป็นอีกหนึ่งผลผลิตจาก Passion Conference (www.268generation.com) ที่มี Louie Giglio เป็นผู้ก่อตั้ง แล้ว Giglio ยังได้รับรางวัล Youth Musical of The Year จาก His Renown ไปอีก สรุปรวม กับ Chris Tomlin ด้วย ทำให้ ค่าย Passion/Sixstepsrecords ได้ GMA Music Awards ไปโชว์ถึง 10 ตัว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ

เพลง Here is Our King ผมได้ฟังครั้งแรกใน Passion 05 พูดถึงดนตรีต้องบอกว่าเป็นการผสมผสานเพลงร็อคกับอิเล็กทรอนิกส์โปรแกรม ทำให้ได้ Sound ที่ทันสมัยมาก ๆ ยิ่งได้ดูใน DVD แล้วรู้สึกอยากไปดูคอนเสิร์ตของ DCB มาก ๆ เบื้องหลังของเพลงนี้มาจากการที่ David Crowder ได้ดูข่าวเหตุการณ์สึนามิ วันที่ 26 ธันวาคม 2004 เขาบอกว่าดูแล้วก็ตกใจมาก ที่เห็นคนตายกันเยอะมาก ทำให้รู้สึกว่า เราจะอธิบายเหตุการณ์นี้อย่างไรดี ในเมื่อพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ พระเจ้าเป็นความรัก แต่คนตายเป็นแสน ขออธิบายด้วยเนื้อเพลงก่อนดีกว่า

Here Is Our King

From wherever spring arrives to heal the ground...from wherever searching comes
(the look itself a trace of what we're looking for).
So be quiet now and wait.

The ocean is growing.
The tide is coming in.
Here it is...Here is our King.
Here is our love.
Here is our God who's come to bring us back to Him.
He is the One. He is Jesus

And what was said to the rose to make it unfold
was said to me here in my chest,
so be quiet now and rest.

The ocean is growing.
The tide is coming.
Here it is...He is our King. He is our love.
He is our God who's come to bring us back to Him.
He is the One.
He is Jesus.

Majesty.
Finally.

ผมว่าเพลงนี้ได้ตอกย้ำความเชื่อของคริสเตียนได้อย่างดี เหตุการณ์ร้าย ๆ ที่รุนแรงแบบเหลือเชื่อเหล่านี้ เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เราต้องกลับมาย้อนดูตัวเราเองว่า ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ พระเจ้าอาจจะกลับมารับเราไปเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นเราจึงต้องรอคอยอย่างจดจ่ออยู่เสมอ ทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าจริง ๆ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าจะกลับมารับเราอย่างสง่างาม พระสิริของพระองค์จะปรากฎแก่ทุกสายตา ขอให้ในวันนั้นเป็นเราที่มีโอกาสนคุกเข่าต่อหน้าพระองค์ด้วยความภาคภูมิใจ

วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2549

Be Thou Near To Me (Jim Brickman)



[caption id="attachment_216" align="alignleft" width="120" caption="Jim Brickman"]Jim Brickman[/caption]

สำหรับเพลง Be Thou Near To Me นี้ อยู่ในอัลบัม Grace ของ Jim Brickman โดยได้วง Selah มาช่วยร้องนำ สำหรับ Jim Brickman นั้น หลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก จากเพลง Valentine และ The Gift รวมถึงเพลงหวานอื่น ๆ อีกหลายเพลง

ในเรื่องเกียรติประวัติ Jim Brickman มียอดขายในระดับ Platinum 1 อัลบัม (ยอดขายมากกว่า 1 ล้านแผ่น) Gold 4 อัลบัม (ยอดขายมากกว่า 5 แสนแผ่น) รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Grammy ในปี 2003 ส่วนอัลบัม Grace นี้สามารถเปิดตัวในอันดับ 1 ของสาขา New Age ใน Billboard

สำหรับเพลงในชุด Grace เพลงอื่น ๆ จะเป็นเพลง Hymns ที่นำมาเรียบเรียงใหม่ รวมกับเพลงที่แต่งขึ้นเอง Jim Brickman เองนั้นถนัดทำเพลงในสไตล์ Instrumental คือ เพลงบรรเลงน่ะเอง ซึ่งแต่ละอัลบัมก็จะมีการเพิ่มสีสันให้กับอัลบัมโดยการเชิญ ศิลปินชื่อดัง มาทำงานร่วมกัน โดยหน้าหลักของเขาจะการเป็นการ Compose และ Arrange เพลงมากกว่า อยากรู้จัก Jim Brickman มากขึ้น เข้าไปที่ www.jimbrickman.com

ส่วน Selah นั้น ก็ไม่ใช่ศิลปินหน้าใหม่อะไร มีผลงานออกมา 5 อัลบัมแล้ว มีเพลงดัง ๆ ก็เช่น You Raise Me Up ที่เราอาจจะเคยได้ยินในเวอร์ชันของ Westlife ซึ่ง Selah ได้ Cover มาก่อนหน้านี้แล้ว เพลง You Raise Me Up จริง ๆ ได้ทำมาก่อนหน้านั้นโดย Josh Groban (เวอร์ชันของ Josh Groban จะหาฟังยากหน่อย ลองเข้าไปที่ www.joshgroban.com ได้) และอีกหลายศิลปิน พูดถึง Selah ต่อ Selah เคยได้รับรางวัล Dove Awards มาถึง 4 รางวัล (Dove Awards ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น GMA Music Awards แล้ว) รวมถึงได้รับการเสนอชื่ออีก 6 ครั้ง อยากรู้จัก Selah มากขึ้นเข้าไปที่ www.selahonline.com ครับ

ต่อด้วยเนื้อเพลงเลยนะครับ

Be Thou Near To Me

O, Lord I come with heart here open
For in my hour of darkness, I may be
Seeking the joy unspoken
O Lord, be thou near to me
And the holy voices sing hallelu
Ever will thy reign be
As I wander through this life,
O Lord, Be thou near to me

Though in this burden of my making,
Yet in the shadows still a light I see
Maker, whose love is not forsaken,
O Lord, be thou near to me
And the holy voices sing hallelu
Ever will thy reign be
As I wander through this life,
O Lord, Be thou near to me

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2549

All That I Need (Corrinne May)








All That I Need - Corrinne May

[caption id="attachment_211" align="alignleft" width="120" caption="Corrinne May"]Corrinne May[/caption]

ได้แนะนำเพลงจากศิลปินทั้งอังกฤษและอเมริกาไปบ้างแล้ว คราวนี้เลยขอแนะนำเพลงจากคนเอเซียบ้าง อยู่ไม่ไกลเลย สิงคโปร์นี่เอง หลายคนที่กำลังโดนกระแสกู้ชาติอยู่คงไม่ว่ากันนะครับ จริง ๆ แล้ว โดยหลักการของพระเจ้า สอนให้เรารักคนทุกประเภท แม้แต่คนที่ไม่ดีก็ตาม ดังนั้นไม่ว่าเขาจะเป็นคนชาติไหน เขาก็เป็นคน เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราจึงไม่ควรแบ่งแยกเลย แต่แน่นอนว่าบางทีเราก็อาจจะรักคนใกล้ตัวเรา หรือคนที่เราคุ้นเคยได้มากกว่า อันนี้คงเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ใช่เราไปรังเกียจเขา เพราะเขาเป็นคนชาติอื่นที่ไม่เหมือนเรา

โอเค ชักจะนอกเรื่องไปสาขาสังคมมนุษยวิทยาซะแล้ว กลับมาที่เพลงกันดีกว่า เพลงนี้เป็นของ Corrinne May ซึ่งเป็นคนสิงคโปร์โดยกำเนิด เรียนมาทางด้าน เพลงคลาสิค และจบในสาขาวรรณคดีอังกฤษ ก่อนที่จะได้ไปเรียนที่ Boston ในสาขา Songwriting and film composition ที่ Berklee College of Music ซึ่งที่นั่นเธอได้มีโอกาสร่วมงานกับ Carole King and Carole Bayer Sager เจ้าของรางวัล Grammy และเพลงของเธอยังถูกเลือกเป็นเพลงประกอบ TV Show ทางช่อง Lifetime และ ABC นอกจากนี้ยังมีเพลงประกอบหนังเรื่อง So Close ที่หลายคนอาจดูผ่านตากันไปแล้ว

เพลงที่เอามาแนะนำนี้เป็นเพลงจากอัลบัมแรก คือ Fly Away ในค่ายอิสระ ซึ่งก็คือค่ายเพลงของตัวเอง

โอเค เรามาดูเนื้อเพลงกัน

All That I Need

I'm sorry that I hurt you
I took for granted all you gave
so freely to me
I pray it's not too late
To save you from a broken heart
To promise you
I'll make a brand new start
Believe me, when I say

You are all that I need
The only treasure I seek
You're the air that helps me breathe
through the darkest night when
I fall down on my knees
I was blind but now I see
You are all that I need

You know I'm far from perfect
Like a child that needs a guiding hand
Can you stay here with me?
I finally understand
You've always been the missing part
Complete the jigsaw puzzle of my heart
Please hear me, when I say

You are all that I need
The only treasure I seek
You're the air that helps me breathe
through the darkest night when
I fall down on my knees
I was blind but now I see
You are all that I need

Please,
let me hear your voice again
Let me hear you say
your love will never end
That whatever it takes you'll be there
Believe me, when I say

You are all that I need
The only treasure I seek
You're the air that helps me breathe
through the darkest night when
I fall down on my knees
I was blind but now I see
You are all that I need
You are all that I need.

ถ้าได้ลองฟังแล้ว จะรู้สึกว่าไม่มีสำเสียงแบบ Singlish เลย คือสำเนียงอเมริกันมาก ๆ เนื้อเพลงก็สามารถแต่งออกมาได้ดี ใช้ศัพท์ที่ไม่ยากไม่ง่าย แต่สื่อความหมายได้ตรง ๆ จริง ๆ แล้ว Corrinne May เองเป็นคริสเตียน แต่เราอาจจะไม่ได้จำแนกว่า เธอเป็นศิลปินคริสเตียน ที่ทำเพลงเพื่อคริสเตียน แต่น่าจะเป็นศิลปินที่ทำเพลงให้คนที่เป็นคริสเตียนและคนทั่ว ๆ ไปด้วย ถ้าจะให้เห็นภาพก็อาจจะคล้าย ๆ Sixpense None The Richer แต่เพลงคนละแนวกัน ถ้าบ้านเราก็น่าจะเป็นอัญชลีนะ ถ้าอยากรู้จัก Corrinne May มากขึ้น สามารถเข้าไปที่ www.corrinnemay.com หรืออยากหาซื้ออัลบัมของ Corrinne May ลองเดินไปแถว CD Warehouse ที่ Emporium ได้ (ที่อื่นอาจจะมีอีก แต่ผมยังไม่เห็น) ที่มีขายจะไม่ใช่ชุดนี้นะครับ เป็นชุด Safe In a Crazy World ซึ่งเป็นชุดที่ 2 ครับ ชุดนี้ผมก็ชอบนะ แต่ชุดแรกจะเพราะแบบดิบ ๆ หมายถึงว่ามันดูใสกว่าในเรื่องของดนตรี แต่ชุด 2 จะดูสนุกสนานมากขึ้น

How Great Is Our God (Chris Tomlin)



[caption id="attachment_206" align="alignleft" width="120" caption="Chris Tomlin"]Chris Tomlin[/caption]

เพลงนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะได้ Song of The Day ในใจผม เพราะนอกจากเนื้อหาของเพลงจะดีมาก ๆ แล้ว เพลงนี้ยังได้รับรางวัล Worship Song of the Year และ Song of the Year ในงาน GMA MUSIC AWARDS ที่เพิ่งประกาศรางวัลไปเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2006 ที่ผ่านมานี่เอง สำหรับ Chris Tomlin แล้ว ยังได้รับรางวัลอีก 3 รางวัลคือ Artist of the Year, Male Vocalist of the Year และ Special Event Album of the Year (Music Inspired by The Chronicles of Narnia: The Lion, The Witch, and The Wardrobe) ทำให้ Chris Tomlin กวาดไปถึง 5 รางวัล มากที่สุดในงานนี้เลย ถ้าอยากรู้จัก Chris Tomlin มากขึ้น สามารถเข้าไปที่ www.christomlin.com ครับ

สำหรับคนที่สงสัยว่า GMA MUSIC AWARDS คือรางวัลอะไร GMA นั่นย่อมาจาก Gospel Music Association ของอเมริกา ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัล Grammy Awards สำหรับเพลงคริสเตียนก็ว่าได้ เพราะว่าตลาดเพลงคริสเตียนในอเมริกา ถือว่ามีตลาดที่ใหญ่มาก ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ

คราวนี้เรามาดูเนื้อเพลงกัน สำหรับเวอร์ชันที่ Capture มาใส่ podcast นี้ ผมได้มาจากซีดีอัลบัม Passion05 - How Great is Our God ซึ่งอัลบัมนี้เป็น live Worship ที่วางขายตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว สำหรับ How Great is Our God ในอัลบัมถือว่าเป็นเพลงที่เด่นที่สุด ในหลาย ๆ เพลงของอัลบัมนี้ (อย่างน้อยก็ใช้เป็นชื่ออัลบัม 555) แต่จริง ๆ แล้วถ้าลองฟังทั้งชุดจะรู้ว่าเพลงนี้ถือเป็นจุดที่ Peak ของการนมัสการเลย เอาล่ะเนื้อเพลงอยู่ข้างล่างนี้


How Great is Our God

The splendor of The King
Clothed in majesty
Let all the earth rejoice, all the earth rejoice
He wraps himself in Light
And darkness tries to hide
And trembles at His voice, and trembles at His voice

How great is our God
Sing with me
How great is our God
All will see
How great, how great is our God

Age to age He stands
And time is in His hands
Beginning and the end, Beginning and the end
The Godhead, Three in One
Father, Spirit, Son
The Lion and the Lamb, The Lion and the Lamb

How great is our God, sing with me
How great is our God, and all will see
How great, how great is our God

Name above all names
Worthy of all praise
My heart will sing how great is our God

----------------------------------------------------

Then sings my soul, my Savior God to Thee
How great Thou art, how great Thou art
Then sings my soul, my Savior God to Thee
How great Thou art, how great Thou art


ถ้าสังเกตและฟังเพลงไปด้วย ในท่อนสุดท้ายจะจบด้วยเพลง How great Thou art ซึ่งทำให้บรรยากาศการนมัสการ Peak จนสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในเพลง ๆ นี้จริง ๆ ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์กันที่เนื้อเพลง เนื้อหาก็ไม่ได้ใหม่มาก แต่ดนตรีและการเรียบเรียง รวมถึงเนื้อร้องของเพลง เวลานำมาใช้ในการนมัสการ ทำให้เราสามารถร้องได้อย่างเต็มปอด รวมถึงสุดใจด้วย สำหรับเพลงนี้นอกจากในอัลบัม Passion05 แล้วยังสามารถฟังในแบบ Studio Album ของ Chris Tomlin ได้ในอัลบัม Arriving (04) หรือจากอัลบัมการแสดงสดอัลบัมแรกของ Chris Tomlin ชุด Live from Austin Music Hall (06) ครับ

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2549

The Heart of Worship (Matt Redman)



[caption id="attachment_200" align="alignleft" width="120" caption="Matt Redman"]Matt Redman[/caption]

The Heart of Worship เป็นเพลงของ Matt Redman ที่แต่งตั้งแต่ปี 1999 เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบัม Intimacy ซึ่งเป็นอัลบัมแรกของ Matt Redman ด้วย และในปัจจุบันนี้ Matt Redman เองก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแต่งเพลงนมัสการ (Worship song) ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ถ้าอยากรู้จัก Matt Redman มากกว่านี้เข้าไปที่ www.mattredman.com ได้ครับ

เพลง The Heart of Worship นับได้ว่าเป็นเพลงที่คริสเตียนควรจะนำมาทบทวนถึงวิธีนมัสการของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ เพลงนี้เองได้ถูกนำไปอ้างอิงในหนังสือ The Purpose Driven Life ของ Rick Warren ที่ขายได้มากกว่า 25 ล้านเล่ม (ยังน้อยกว่า The Da Vinci Code ที่เขาอ้างว่าขายได้กว่า 40 ล้านเล่ม น่าเสียดายมาก) และถูกแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ ใครที่ยังไม่เคยอ่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.cedthai.org (ภาษาไทย) ส่วนเวอร์ชันภาษาอังกฤษหาซื้อได้ที่ Asia Book และ Kinokuniya ครับ

The Heart of Worship ได้ถูกนำมา Cover โดยศิลปินคริสเตียนหลายครั้งมาก ไม่ว่าจะเป็น Michael W. Smith, Sonicflood, Phillips, Craig & Dean, John Tesh ฯลฯ ใครที่ไม่เคยฟังก็สามารถ ลองฟังได้จากลิงค์ข้างบน ซึ่งสามารถ Subscribe ได้ด้วยครับ

แนะนำกันไปแล้วว่าเพลงนี้ได้รับการยอมรับกันขนาดไหน ถ้าจะไม่พูดถึงเนื้อเพลง ก็ดูเหมือนจะขาดอะไรสักอย่าง
The Heart of Worship

When the music fades
And all is stripped away
And I simply come
Longing just to bring
Something that's of worth
That will bless your heart

I'll bring You more than a song
For a song in itself
Is not what You have required
You search much deeper within
Through the ways things appear
You're looking into my heart

I'm coming back to the heart of worship
And it's all about You
All about You, Jesus
I'm sorry Lord for the thing I've made it
When it's all about You
It's all about You Jesus

King of endless worth
No one could express
How much You deserve
Though I'm weak and poor
All I have is Yours
Every single breath

I'll bring You more than just a song
For a song in itself
Is not what You have required
You search much deeper within
Through the way things appear
You're looking into my heart

I'm coming back to the heart of worship
And it's all about You
All about You, Jesus
I'm sorry Lord for the thing I've made it
When it's all about You
It's all about You Jesus

Its all about you
Jesus

ซึ่ง Matt Redman ได้พูดถึงเรื่องราวเบื้องหลังเพลงนี้เอาไว้ในหนังสือ The Unquenchable Worshipper ของเขาเองไว้ว่า

"สองสามปีหลังนี้ในโบสถ์ของเรา ได้มีการตระหนักถึงบางสิ่งที่เราคิดว่าเป็นการขัดขวางการนมัสการของเราอย่าง แท้จริง พวกเขากำลังโยนเราออกจากสิ่งที่เป็นความหมายที่แท้จริงของการนมัสการ เรามักจะกันเอาเวลาจำนวนมากในการประชุมของเราเพื่อจะนมัสการพระเจ้าผ่านทาง เสียงเพลง แต่สิ่งนี้ได้เริ่มปรากฏชัดในใจของเราว่าเราเองกำลังสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป ความเร่าร้อนที่เคยเป็นลักษณะพิเศษของการนมัสการของเราได้กลายเป็นความเย็นชาไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถึงแม้ว่าในบางครั้งทุกสิ่งจะดูยอดเยี่ยมไปหมด เพราะเรามีนักดนตรีที่เก่งอย่างเหลือเชื่อ และระบบเสียงชั้นยอด แถมยังมีเพลงใหม่ๆ จำนวนมากอีกด้วย แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบ เราเริ่มจะมั่นใจกับสิ่งเหล่านี้มากเกินไปหน่อย และทำให้เราเองได้เขวไปจากการนมัสการที่แท้จริง เมื่อผู้คนได้เริ่มเข้ามาสู่การนมัสการในครั้งใดๆ เราก็เริ่มรอที่จะดูว่าวงดนตรีมีหน้าตาเป็นอย่างไร เสียงนั้นดีขนาดไหน หรือติดอยู่กับเพลงที่ได้ถูกเลือกมานั้นเราชอบหรือไม่

ศิษยาภิบาล Mike ได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะหาแนวคิดในการลงมือทำอะไรสักอย่าง “เราได้ปลดเปลื้องทุกสิ่งที่เป็นการปรุงรสออกไป เพียงเพื่อจะเห็นว่าหัวใจของเรานั้นอยู่ที่ไหนกันแน่” ดังนั้น ในวันอาทิตย์ถัดไปเมื่อเราได้กลับมาที่โบสถ์ ไม่มีระบบเสียงอยู่เลย และยังไม่มีวงดนตรีที่จะนำเราอีกด้วย การเข้าถึงครั้งใหม่นี้ดูง่ายมาก เราไม่ได้กำลังจะจนลง เพราะไม่มีสิ่งเหล่านั้นให้เห็น Mike บอกว่า “เมื่อคุณเดินผ่านประตูโบสถ์ในวันอาทิตย์ อะไรคือสิ่งที่คุณกำลังจะนำมามอบถวายให้พระเจ้า? อะไรคือเครื่องบูชาของคุณในวันนี้?”

ถ้าผมจะซื่อสัตย์กับตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ควรจะทำให้ผมไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะการนมัสการเป็นงานของผม! แต่เป็นพระเจ้าที่ทำให้ใจของผมอ่อนลง ผมเริ่มที่จะเห็นพระปัญญาของพระเจ้าเหนือกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ในการประชุมนมัสการครั้งแรกมีความอึดอัดอยู่นิดหน่อย เพราะมีแต่ความเงียบสงบอยู่นาน และไม่ได้มีการร้องเพลงไปเรื่อย ๆ แต่เรากลับใกล้ที่จะเรียนรู้ว่า เราจะมอบถวายหัวใจของเราอย่างไรให้กับพระเจ้าโดยปราศจาก หลุมพรางภายนอกที่เราได้โตมากับมัน เมื่อปลดเปลื้องทุกสิ่งออกไป เราก็จะเริ่มค้นพบหัวใจของการนมัสการอีกครั้งอย่างช้าๆ

หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง วงดนตรีนมัสการและระบบเสียงได้ปรากฏอีกครั้งหนึ่ง แต่นั่นไม่เหมือนเดิมแล้ว บทเพลงของหัวใจของเรากลายเป็นหนึ่งเดียวกับบทเพลงที่ออกมาจากปากของเรา

เมื่อได้ออกจากสิ่งปรุงแต่งทั้งหมดนี้ ผมได้มาไตร่ตรองถึงสิ่งเกิดขึ้นที่โบสถ์ และได้เขียนเพลง The Heart of Worship ขึ้นมา"

ถึงเวลาที่เราจะกลับมาค้นหาหัวใจของการนมัสการภายในหัวใจของเราเองด้วยเช่นกันครับ