วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

มาเป็นนักลงทุนปั้นศิลปินเพลงกันดีไหม

ด้วยความตั้งใจว่า วันนี้จะเขียน Blog ให้ได้ หลังจากไม่ได้เขียนมา 1 ปีเต็ม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจะไร้แรงบันดาลใจได้นานขนาดนี้ ไม่กง ไม่เกริ่นมันล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า

จ่อหัวมาก็ดูไม่ค่อยจะน่าสนใจนัก ลงทุนในศิลปิน? ในค่ายเพลง? ใครๆ ก็รู้ว่าทุกวันนี้ค่ายเพลง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาลง มีทั้งแบบ เคยได้กำไร 100 ล้าน แต่เหลือแค่ 50 ล้าน หรือพวกที่หนักหน่อย ก็ขาดทุนจนต้องปิดบริษัท ให้ยอมให้ค่ายเพลงอื่นมา Take Over ไปก็มี ศิลปินเพลงก็ไม่ได้ขายถึง 1 ล้านเหมือนเมื่อก่อนแล้ว โดยเฉพาะเพลงไทย

จริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการนี้สักนิดเดียว แค่คนชอบฟังเพลง ที่ชอบซื้อเทปและซีดี หรือดีวีดี เพื่ออุดหนุนศิลปิน และต่อต้านการซื้อเทปผี ซีดีเถื่อนอย่างจริงจัง (คนรอบข้างจะรู้ดี) แต่ผมก็มีความหวังในวงการเพลงนะ อยากให้ศิลปินที่ทำเพลงเป็นอาชีพ สามารถมีรายได้พอเพียง มีความก้าวหน้า ออกอัลบั้ม 1 2 3 4 ได้

ในระหว่างที่กำลังอ่านบทความเรื่อง Help Your Favorite Band Get Major Gigs by “Liking” & Following Them (บทความแนะนำเว็บไซต์ WHOOZNXT บริการโปรโมตศิลปินหน้าใหม่ที่ไม่เคยได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงมาก่อน ให้ได้มีโอกาสไปออกรายการอย่าง Jimmy Kimmel Live! ถ้ามีแฟนเพลงถึง 250,000 แต่จริงๆ วงที่ได้ไปโชว์ในรายการไปแล้ว คือ ASKING ALEXANDRIA มีแฟนเพลงแค่ 9 หมื่นเท่านั้น แต่เนื่องจากอัตราการเติบโตสูงมาก รายการ Jimmy Kimmel Live! ก็ไม่ปฏิเสธที่วงหน้าใหม่วงนี้)

[caption id="attachment_515" align="alignnone" width="614" caption="My Major Company"][/caption]

ตอนท้ายของบทความได้แนะนำเว็บอื่นๆ ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน (ให้ความสำคัญของแฟนเพลง) คือ My Major Company ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ไอเดียดีมากๆ เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้มาโชว์งานเพลง โดยมีเป้าหมายที่การหาเงิน 1 แสนปอนด์ (ประมาณ 5 แสนบาท) โดยนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ตั้งแต่ 1 หุ้นจนถึง 100 หุ้น ต่อ 1 ศิลปิน (1 หุ้น เท่ากับ 10 ปอนด์) โมเดลธุรกิจของ My Major Company ประสบความสำเร็จมากพอสมควร มีวง 10 วงแล้วที่สามารถหาเงินได้ลงทุนได้ถึง 1 แสนปอนด์

มีคำถามว่า ทำไม ต้องใช้เงินถึง 1 แสนปอนด์?

เงินจำนวนนี้ My Major Company ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เว็บไซต์ แต่เป็นค่ายเพลง เอาเงินไปใช้ในการทำอัลบั้ม โปรโมชั่น และจัดจำหน่าย ซึ่งการทำอัลบั้มนี้รวมค่าเช่าสตูดิโอบันทึกเสียง จ้างนักดนตรี โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับมิวสิควิดีโอ การถ่ายทำมิวสิควิดีโอ การออกทัวร์ จ่ายค่า PR แม้กระทั่งซื้อโฆษณา เงินจำนวน 1 แสน มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำให้ศิลปินเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อคนรู้จักเยอะ โอกาสที่จะมียอดขายจากซีดี เสื้อยืด หรือคอนเสิร์ตก็จะมีมากขึ้นด้วย และก็จะแปลเปลี่ยนเป็นผลกำไรให้กับนักลงทุน (ดูจริงจังมาก ถ้าสนใจรายละเอียดที่มากขึ้นลองอ่านจาก FAQ ของ www.mymajorcompany.co.uk)

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมก็ลองคิดถามตัวเองว่า ถ้าเราชอบวงสักวงหนึ่งจริงๆ เราจะกล้าลงทุนในศิลปินที่เราชื่นชอบไหม โดยที่เรามีความเสี่ยงเล็กน้อยกับเงินของเราที่อาจจะศูนย์เปล่าไป ถ้าวงที่เราชื่นชอบ ไม่ดังขึ้นมา แต่ถ้าลองไปอ่านรายเอียดการลงทุนจาก My Major Company ต้องยอมรับว่า เขามี Solution ที่ใช้ได้เลย เราสามารถย้ายเงินของเรา ไปลงทุนในศิลปินคนอื่นในค่ายเพลงได้ตลอดเวลา จนกว่าเงินจะครบ 1 แสน ซึ่งลองคิดดูว่า ถ้ามีคนจำนวนมากยอมให้เงินกับศิลปินวงหนึ่งถึง 1 แสนปอนด์ ศิลปินคนนั้น หรือวงนั้น มันต้องมีดีบ้างแหล่ะ มันต้องไม่ธรรมดา มีฝีมือระดับหนึ่งเลย โอกาสจะประสบความสำเร็จมันก็มีสูงเหมือนกัน

โดยส่วนตัวแล้ว การฟังเดโม 5 เพลงจากศิลปินหน้าใหม่ มันก็เพียงพอแล้วที่จะตัดสินใจจ่ายเงินประมาณ 500 บาทเพื่อศิลปิน (แต่ตอนนี้ยังไม่ได้จ่ายเงินให้ใคร 555) เพราะปกติผมซื้อซีดี ก็ 300-500 บาทอยู่แล้ว การสนับสุนแค่นี้ไม่ได้มากเกินไป ซึ่งถ้าผมเห็นโอกาสมากหน่อย ผมอาจจะยอมจ่ายเงินมากขึ้นก็ได้ และมันก็เป็นความสุขนะ ที่ได้ฟังเพลงใหม่ๆ จากวงอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกดีกว่าการฟังวิทยุไปเรื่อยๆ มันเหมือนกับว่า เราได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่มันเจ๋ง ยิ่งถ้าวงที่เราสนับสนุนดังขึ้นมา มันคงจะน่าภูมิใจไม่น้อยเลย

สุดท้ายก็อยากรู้เหมือนกันว่า คนอ่านบทความนี้คิดยังไง แตกต่างกับที่ผมคิดไหม

1 ความคิดเห็น: